
Nature Of Children เลี้ยงลูก อย่างเข้าใจธรรมชาติของลูก
Nature of children วิธีการเลี้ยงลูกอย่างเข้าใจธรรมชาติของลูก ให้ถูกต้องเหมาะสมในช่วงปฐมวัย พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร มีคำแนะนำดีๆ มาฝากค่ะ
“เด็กเปรียบเสมือนผ้าขาว” วลีนี้อาจเป็นดาบสองคม เพราะพ่อแม่คงต้องเหนื่อยเกินไปถ้ามุ่งแต่คิดจะแต่งแต้มสีสันให้กับลูก มัวแต่คิดว่าจะใส่อะไรลงบนผ้าขาวผืนนี้เพื่อจะให้กลายเป็นผ้าสีที่สวยงาม หรือเป็นไปตามที่คิดให้มากที่สุด โดยไม่เข้าใจความต้องการจริง ๆ ของลูก หรือการเอาบรรทัดฐานของสังคมเป็นที่ตั้ง ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยพอใจในสิ่งที่ลูกมี กลายเป็นว่าผ้าผืนนี้ไม่ได้เป็นตัวตนของลูกอย่างแท้จริง
ดังนั้นการเข้าใจธรรมชาติของเด็กเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรจะมี แม้หลายครั้งที่พ่อแม่เข้าใจว่า เด็กเรียบร้อย มักเป็นเด็กที่น่ารัก ยิ้มแย้มแจ้มใส เด็กเรียนเก่ง เชื่อฟังพ่อแม่ ในขณะที่ เด็กไม่เรียบร้อย มักเป็นเด็กดื้อ ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความเข้าใจผิดของตัวพ่อแม่เองทั้งนั้น
ถ้าพ่อแม่มีความคิดชุดเดียวกันว่าเด็กทุกคนต้องเรียบร้อย น่ารัก เชื่อฟัง พอลูกดื้อก็จะโกรธ ลูกไม่เรียบร้อยก็หงุดหงิด ทำให้ตัวเด็กเองเกิดความกังวล ขี้อาย ไม่กล้ายิ้มแย้มแจ่มใส พ่อแม่ก็จะทำลายตัวตนของเด็กไปเรื่อยๆ โดยไม่ยอมรับและไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น
ในความจริงแล้ว สิ่งที่เขาเป็นมีความหมายบางอย่างในการเติบโตในแบบของเขาเอง พ่อแม่ควรทำความเข้าใจว่าลูกของตัวเองมีธรรมชาติแบบไหน เข้าใจให้ถึงแง่มุมข้อดี ข้อเสีย นิสัยต่างๆ เพราะเด็กแต่ละคนมีไม่เหมือนกัน ต้องเลี้ยงลูกด้วยความเข้าใจลูกเป็นสำคัญ
พ่อแม่คอยช่วยเหลือและแนะนำสนับสนุนอย่างใกล้ชิด ก็จะช่วยให้ลูกรับรู้ว่าตัวเองเป็นที่รัก เป็นที่ยอมรับ และมีค่า ได้รับรู้ว่ามีใครบางที่สามารถเชื่อใจและอยู่เคียงข้างเสมอเมื่อมีปัญหา เป็นพลังสนับสนุนให้เขาเติบโตอย่างมีคุณภาพต่อไปในอนาคต
พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

Netflix Parental Control ฟีเจอร์ช่วยให้ลูกดูซีรีส์อย่างปลอดภัย
Netflix นับเป็นความบันเทิงอีกทางเลือกหนึ่งของครอบครัวในทุกวันนี้ เพราะนอกจากจะมีซีรีส์ ภาพยนตร์ และการ์ตูนที่คัดมาอย่างดีแล้ว Netflix ยังคำนึงถึงผู้ใช้งานในหลายๆ กลุ่มด้วย ล่าสุด คุณ Michelle Parsons ผู้จัดการฝ่ายรายการสำหรับเด็ก จาก Netflix ได้เผยว่าทีมงาน Netflix ได้พัฒนาฟีเจอร์ Parental Control สำหรับการรับชมรายการที่เหมาะสมตามวัย และช่วยคัดกรองเนื้อหาของการ์ตูนหรือซีรีส์ที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กๆ ด้วย โดยการปรับปรุงฟีเจอร์ Parental Control เกิดขึ้นจากความคิดเห็นของสมาชิกที่ส่งเข้าไปแนะนำ ซึ่งขณะนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถเข้าไปตั้งค่าการรับชม Netflix ของลูกได้แล้วค่ะ
สามารถใช้รหัสส่วนตัวในการเข้าแต่ละโปรไฟล์เพื่อไม่ให้เด็กๆ เข้าใช้ได้
- ใช้ตัวกรองเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กๆ รับชมรายการหรือภาพยนตร์ที่ไม่เหมาะกับอายุภายในโปรไฟล์เด็ก ตัวกรองเหล่านี้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ และขึ้นอยู่กับการจัดเรทเนื้อหาในประเทศนั้นๆ
- เข้าไปลบซีรีส์หรือภาพยนตร์ออกจากโปรไฟล์ตามการจัดเรทเนื้อหาหรือชื่อเรื่อง เมื่อมีการใช้ตัวกรอง เนื้อหาที่ถูกบล็อกจะไม่ปรากฏขึ้นมาในโปรไฟล์นั้นเลย
- ดูการตั้งค่าทั้งหมดของแต่ละโปรไฟล์ที่หน้า "โปรไฟล์และการควบคุมของผู้ปกครอง" ภายในส่วนการตั้งค่าบัญชี
- สามารถดูประวัติการเข้าชมของเด็กๆ ได้
- ปิดการเล่นตอนต่อไปโดยอัตโนมัติในโปรไฟล์เด็กได้
ต่อไปนี้ลูกอยู่บ้านดูซีรีส์ก็ไม่ต้องกังวลแล้วว่าเขาจะแอบดูอะไรที่ไม่เหมาะสมหรือเปล่า พ่อแม่เองก็จะได้ Work From Home อย่างสบายใจด้วยค่ะ
ถ้าอยากตามใจลูกโดยไม่ทำให้ลูกเสียนิสัยและเอาแต่ใจ เรามีเคล็ดลับมาบอก ลองทำกันดูค่ะ
กฎ 9 ข้อ ตามใจลูกแบบไหนไม่ให้ลูกเสียนิสัย
เด็กวัย 1-3 ปี เป็นวัยแห่งการค้นหา กำลังสนุกกับโลกใบใหม่ เห็นอะไรก็อยากทำ จับ เขย่า รื้อ สารพัดจะสนุกแบบไร้ขอบเขต ซึ่งในวันข้างหน้าลูกต้องอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคม คงไม่สามารถเอาแต่ใจ อยากทำอะไรก็ได้ทุกอย่างแบบนี้ ดังนั้นต้องใช้ "กติกาและกฎของบ้าน" มาปรับใช้กับลูกแล้วค่ะ
ใช้วิธีชักชวนโดยไม่ใช่ใช้คำสั่ง เพราะเด็กยังเล็กเกินกว่าจะเข้าใจ "ลูกเลือกเอาค่ะว่า จะกินข้าวหรือจะไปเล่น ถ้าจะกินข้าวต้องนั่งที่โต๊ะอาหารนะ"
มีทางเลือกให้สักหน่อย ไม่ใช่ฝืนใจไปหมด แต่ทางเลือกนั้นต้องมีกติการ่วมอยู่ด้วย "เดี๋ยวการ์ตูนเรื่องนี้จบแล้ว เราไปอาบน้ำกันนะ"
ให้เวลาทำใจแยกจากกิจกรรมที่กำลังสนใจสักหน่อย เช่น การบอกล่วงหน้าจะทำให้ลูกเตรียมตัวเตรียมใจ "แม่อนุญาตให้เล่นน้ำได้ แต่ถ้าฉีดน้ำเปียกทั่วบ้าน ต้องขึ้นนะลูก"
ทุกกิจกรรมของลูกที่อาจลามปามเกิดความวุ่นวาย ต้องมีกติกาแฝงไว้สักหน่อย และแม่ก็ถือว่าเป็นการฝึกหัดให้หนูรู้จักรับผิดชอบในสิ่งที่ทำด้วย "วันนี้ลูกอยากไปเที่ยว แม่จะพาไป แต่ต้องสัญญากันว่าครั้งนี้จะไม่ซื้อของเล่น เพราะคราวที่แล้วซื้อมาหลายชิ้นแล้ว"
ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง ไม่มีอะไรที่ลูกจะได้ไปหมดทุกอย่าง และที่สำคัญสัญญาที่แม่ว่าก็คือกติกานั่นเอง "วันนี้ลูกเก่งจัง กินนมไม่หกด้วย"
- กฎข้อที่ 6 มาพร้อมกับ ข้อที่ 7
คือ ชมเชยเมื่อลูกทำได้ แต่แม่จะไม่ตำหนิถ้าลูกทำผิด เพราะแม่รู้ว่าวัยแค่นี้จะคาดหวังอะไรนักหนา ที่สำคัญลูกกำลังต้องการกำลังใจในการทำสิ่งต่างๆ แม่จะพยายามหาวิธีสนับสนุนให้ลูก "ทำได้"
ถ้าเป็นเรื่องอันตราย คำว่า "ห้าม" สามารถใช้ได้ ที่สำคัญต้องมีท่าทีที่เด็ดขาดด้วย แค่นี้ลูกก็สัมผัสได้ว่าแม่เอาจริง และจะเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่ลูกไม่เชื่อฟัง เช่น "ห้ามเล่นปลั๊กไฟ ห้ามออกนอกบ้านคนเดียว ฯลฯ"
ทุก ๆ กติกาไม่ใช้วิธีบังคับ หรือเข้มงวดและคาดหวังว่าลูกต้องทำได้ แต่จะค่อย ๆ ใช้เหตุผลและแฝงกติกาเหล่านี้ไว้ในกิจกรรมของลูกแทน
เด็กวัย 1-3 ปีนี้ถึงป่วนยังไง แต่ท้ายสุดแล้ว ก็พูดรู้เรื่อง มีเหตุผล และมี "กติกา" ในแบบของเขา เมื่อโตขึ้น วุฒิภาวะที่มากขึ้นพร้อมกับอายุ จะค่อย ๆ ทำให้เด็กซึมซับ "กติกา" ที่สลับซับซ้อนขึ้น เพียงแต่พ่อแม่ต้องเริ่มเสียตั้งแต่วันนี้ค่ะ
เพจกรมอนามัย โพสต์ข้อความ ข้อควรระวังในการสวมหน้ากากให้กับเด็ก อะไรควรทำ ไม่ควรทำค่ะ ลองดูกันนะคะ
ข้อควรระวัง! ในการสวมหน้ากากอนามัยให้กับเด็ก
สิ่งที่ไม่ควรทำ
- เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ไม่ควรสวมใส่หน้ากาก
- ขณะเด็กนอนหลับ ไม่ควรสวมหน้ากาก
สิ่งที่ควรทำ
- เลือกขนาดหน้ากากให้เหมาะสมกับหน้าเด็ก
- ถ้าเด็กรู้สึกอึดอัด ให้ถอดเป็นระยะ ๆ ได้
ในกลุ่มเด็กที่มีความบกพร่องทางสมอง หรือระบบทางเดินทางหายใจ ไม่ควรสวมใส่หน้ากากอนามัย เพราะเด็กไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
ที่มา : กรมอนามัย
โภชนาการที่ดีมีความจำเป็นต่อร่างกายนะคะ พ่อแม่ต้องใส่ใจให้ความสำคัญกับทุกมื้อของลูก เพราะการได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จะช่วยให้ลูก พร้อมเรียนรู้ สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างมีความสุขค่ะ
ด้านกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะนำเด็กวัยเรียนควรได้กินอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน เพื่อให้ได้สารอาหารจากคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน แร่ธาตุและเกลือแร่อย่างเหมาะสม ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตสมวัย มีพัฒนาการด้านการเรียนรู้ จดจำ และเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค
เพราะหากร่างกายได้รับพลังงาน และสารอาหารน้อยไปจะส่งผลให้เด็กมีการเจริญเติบโตไม่เหมาะสมตามวัย เช่น ตัวเล็ก เตี้ย แคระแกร็น ภูมิต้านทานต่ำ สติปัญญาต่ำ เรียนรู้ช้า เป็นต้น และหากได้รับพลังงานมากเกินความต้องการของร่างกาย จะส่งผลให้เด็กมีน้ำหนักตัวเกินจนนำไปสู่การเป็นโรคอ้วน และโรคอื่นๆ ซึ่งส่งผลเสียต่อร่างกายได้
5 กลุ่มประเภทอาหารสำหรับเด็กวัยเรียน
-
อาหารประเภทเนื้อสัตว์ เพราะเป็นสารอาหารที่ให้โปรตีนช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อ และฮอร์โมน ควรเลือกเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน เพื่อเป็นการปลูกฝังนิสัยการบริโภคที่ดีให้แก่เด็ก
-
นม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้โปรตีนและแคลอรี่สูง นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมวิตามินเอมาก เหมาะสำหรับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต เด็กจึงควรได้ดื่มนมให้ได้วันละ 2 แก้วทุกวัน
-
ข้าวหรือแป้งต่าง ๆ ควรจัดให้เด็กในทุกมื้ออาหาร เลือกข้าวหรือแป้งที่ผ่านการขัดสีน้อย เพราะจะมีวิตามินและแร่ธาตุมาก
-
ผักและผลไม้สด ควรให้เด็กบริโภคในมื้ออาหารทุกมื้อ และควรสับเปลี่ยนชนิดให้หลากหลาย เพื่อให้เด็กได้รับวิตามินและแร่ธาตุครบถ้วน โดยเฉพาะวิตามินซี
-
เด็กควรดื่มน้ำสะอาด วันละ 6-8 แก้ว หรือให้เพียงพอกับปริมาณที่สูญเสียไปในแต่ละวัน
คุณพ่อคุณแม่ และโรงเรียน ถือเป็นส่วนสำคัญที่สามารถส่งเสริมให้ลูกได้รับโภชนาการที่ดี ด้วยการทำอาหารที่มีประโยชน์และมีคุณภาพ โดยเฉพาะอาหารกลางวัน เพราะเด็กอาจจะเลือกกินอาหารที่ไม่เหมาะสมต่อร่างกาย เช่น ขนม ลูกอม น้ำอัดลม ที่สามารถหาซื้อได้ในโรงอาหารตอนพักเที่ยง
ดังนั้นผู้ปกครอง หรือโรงเรียน ควรจัดอาหารให้เด็กครบ 5 หมู่ ซึ่งเด็กวัยเรียนจำเป็นต้องกินอาหารมื้อหลัก 3 มื้อ ได้แก่ มื้อเช้า มื้อเที่ยง มื้อเย็น และเพิ่มอาหารว่าง 2 มื้อ คือ อาหารว่างเช้าและบ่าย โดยเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ไม่หวานจัด เค็มจัด หรือไขมันสูง เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกนะคะ

กอดลูกยังไง ให้ลูกสตรอง
ความผูกพัน (attachment) เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ด้วยการกอดค่ะ และความผูกพันนี้เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทักษะ EF
กอดแบบไหนสร้าง EF
อุ้มกอดอย่างอ่อนโยนหมั่นอุ้มกอดสัมผัสโลกอย่างอ่อนโยน ให้การกอดเป็นการแสดงความรักที่เป็นธรรมชาติ หรือชื่นชมลูกด้วยการโอบกอด
พูดคุยสบตา ทุกครั้งที่พูดกับลูก สบตาเขาทุกครั้ง โดยทำเสียงหรือหน้าตาให้ลูกสนใจเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดี
ตอบสนองลูกเสมอตอบสนองอารมณ์และความต้องการของลูกอย่างเหมาะสม เพื่อให้เขารู้สึกมั่นคงทางใจ ปลอดภัยทางกาย
สะท้อนอารมณ์แสดงความเข้าใจด้วยการสะท้อนอารมณ์ลูก เช่น “แม่เข้าใจว่าหนูกำลังหิว หนูกำลังโกรธ” เป็นต้น
ให้ลูกรู้จักการกอดสอนลูกรู้ว่าการกอดสื่อถึงความรู้สึกได้ เช่น กอดเพื่อปลอบ กอดเพราะรัก กอดเพื่อให้รู้ว่าทำผิด
พ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดีโดยเฉพาะการควบคุมอารมณ์ หรือให้ลูกเห็นแบบอย่างของพ่อแม่ในการขอโทษเมื่อทำผิด เป็นต้น
สอนด้วยวินัยเชิงบวกเช่น “แม่เข้าใจว่าหนูกำลังโกรธ หนูไปนั่งสงบๆ ก่อน หายโกรธแล้วมาคุยกันนะ” ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงคำว่า “ห้าม ไม่ อย่า หยุด”
"รักวัวให้ผูก รักลูกให้เลี้ยงด้วย EF"
ขอบคุณความรู้ EF โดย สถาบัน RLG

การเลี้ยงลูกแบบเฮลิคอปเตอร์ เป็นการเลี้ยงลูกแบบหนึ่ง ที่อาจส่งผลเสียต่อพัฒนาการของเด็ก
การเลี้ยงลูกแบบ 'พ่อแม่เฮลิคอปเตอร์' บั่นทอนพัฒนาการของเด็ก
พ่อแม่เฮลิคอปเตอร์หมายถึง ผู้ปกครองคอยวนเวียนดูแลบุตรหลานโดยไม่ยอมปล่อยมือ
พ่อแม่เฮลิคอปเตอร์ เริ่มใช้กันในสหรัฐฯ นานราว 40 ปีที่แล้ว ปัจจุบันในครอบครัวคนไทยเจอการเลี้ยงดูเด็กแบบนี้ค่อนข้างเยอะมาก เช่น เด็กล้มก็ตีพื้นตีโต๊ะให้ ยังป้อนข้าวเด็กจนโตเพราะกลัวเปื้อน ไม่ให้หยิบจับอะไรคอยทำให้ทุกอย่าง คิดแทนลูกเพราะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพ่อกับแม่ จนเด็กกลายเป็นคนไม่รู้จักโตในที่สุด
5 ผลเสียในระยะยาว เลี้ยงลูกแบบพ่อแม่เฮลิคอปเตอร์
1. ทำให้เด็กขาดทักษะการเรียนรู้ใหม่ ๆ เด็กจะเป็นคนไม่ค่อยรับสิ่งใหม่ ๆ หากพ่อกับแม่ไม่อนุญาต ดังนั้นเลยมีทักษะการช่วยเหลือตนเองในระดับต่ำ
2. ไม่สามารถดูแลตนเองได้ตามวัยที่ควรจะเป็น เด็กปรับตัวไม่ได้ เมื่อไปเจอสังคมใหม่ เริ่มมีเพื่อน เขาจะปรับตัวไม่ได้จนแสดงพฤติกรรมที่มีปัญหาออกมา เช่น อ่อนแอ ชอบพึ่งพาคนอื่น ไม่กล้าพูด ไม่กล้าคิด ขาดการตัดสินใจด้วยตนเอง
3. เด็กไม่สามารถบอกความต้องการของตัวเองได้ และไม่สามารถบอกได้ว่าตนเองรู้อะไร หรือต้องการรู้อะไร เพราะมีพ่อแม่คอยคิดให้เสมอ
4. แก้ไขปัญหาในชีวิตไม่ได้ สถานการณ์บางเรื่องเด็กมักจะตัดสินใจเองได้ แต่การเลี้ยงดูแบบพ่อแม่เฮลิคอปเตอร์ ทำให้เด็กเป็นคนขี้กลัวจนเกินไปต้องพึ่งพ่อกับแม่ให้คอยช่วยเหลือแม้เรื่องเล็กน้อย
5. ไม่มีอิสระในการคิด แม้บางครั้งเขาจะอยากทำอะไรด้วยตัวเอง แต่พ่อกับแม่หรือคนเลี้ยงดูไม่ให้ทำเอง เพราะทำช้าบ้าง กลัวทำไม่สะอาดบ้าง กลัวบาดเจ็บบ้าง จนเขาไม่มีอิสระในการคิด ต้องรับฟังและคอยทำตามอย่างเดียว
สำหรับครอบครัวไหนที่กำลังมีลูกเข้าเรียนอนุบาล เพื่อเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น มาดูวิธีการรับมือของพ่อแม่ในการจัดการก่อนเปิดเทอมวันแรกของลูกกัน
- เตรียมร่างกายลูกให้พร้อม เพราะในโรงเรียนอนุบาลลูกต้องเจอกับเพื่อนใหม่ ๆ อันดับแรกคือต้องเตรียมลูกให้แข็งแรงไว้ ฉีดวัคซีนต่าง ๆ อย่างครบถ้วน ให้ทานอาหารที่มีประโยชน์ สอนลูกเกี่ยวกับเรื่องสุขอนามัยพื้นฐาน เช่น การล้างมืออย่างไรให้สะอาด เป็นต้น
- ฝึกให้รู้จักการปรับตัวเข้ากับคนอื่น เด็กอนุบาลหลายคนเวลาเปิดเทอม เข้าเรียนเป็นครั้งแรกปัญหาที่เจอคืองอแงไม่ยอมไปโรงเรียน แต่ละคนจะมีมากน้อยขึ้นอยู่กับการปรับตัวได้ของเด็ก ถ้าเด็ก ๆ ปรับตัวได้ดี เข้ากับเพื่อนได้เร็วก็จะหมดปัญหางอแงเวลาพ่อแม่ไปส่งหน้าโรงเรียนในเร็ววันค่ะ การฝึกฝนนั้นทำได้ เช่น การพาลูกออกไปข้างนอกพบปะผู้คนหลากหลายเช่น พาไปพบญาติ ๆ หรือเพื่อนฝูงของพ่อแม่
-
ฝึกให้ลูกช่วยเหลือตัวเอง การฝึกให้ลูกช่วยเหลือตัวเองเป็นเรื่องที่ต้องค่อย ๆ ฝึกมาในระยะเวลาหนึ่ง เช่น ทานอาหารด้วยตัวเอง การขับถ่าย การแต่งตัวใส่เสื้อผ้า หรือรับผิดชอบสิ่งของ กระเป๋าตัวเอง เพราะการเริ่มฝึกด้วยเรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้จะเป็นพื้นฐานสร้างความรับผิดชอบให้กับตัวของลูกเมื่อเขาค่อย ๆ โตขึ้น และอยู่ในสังคมที่ดีต่อไปค่ะ
-
ฝึกลูกวัยอนุบาลให้รู้จักใช้ภาษาสื่อสาร เมื่อลูกต้องออกไปยังสังคมภายนอก ถึงแม้จะเป็นเพียงโรงเรียนอนุบาล แต่ทักษะการสื่อสารเป็นสิ่งจำเป็นเพราะ ลูกต้องสื่อสารกับเพื่อน กับคุณครูเพื่อบอกความต้องการของตัวเองให้ได้ ว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร อยากได้อะไร อยากทำอะไร เช่น อยากไปห้องน้ำ หรือไม่สบาย ปวดหัว ปวดท้อง ฯลฯ
- ฝึกเรื่องความอดทนให้กับลูก เวลาที่ลูกอยู่โรงเรียน ลูกจะไม่ได้รับการตอบสนองความต้องการทันทีทันใดเหมือนกับตอนที่อยู่บ้าน ในการฝึกให้ ลูกนี้เราต้องค่อย ๆ ฝึกทีละน้อยค่ะ ให้ลูกรอในสิ่งที่เขารอแล้วได้ ไม่ใช่รอแล้วไม่ได้ลูกก็จะรู้สึกผิดหวัง เช่น ลูกจะเล่นอะไรบางอย่างที่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา คุณพ่อคุณแม่ก็อาจจะให้เขารอสักครู่หนึ่ง และระหว่างนั้นพ่อแม่ก็อาจจะให้ความสนใจในตัวเขา ชวนเขาคุย ก็จะช่วยทำให้เขารอคอยได้มากขึ้น
เตรียมตัวไว้ก่อน ย่อมดีกว่าเสมอค่ะ คุณแม่พร้อมหรือยังคะ ที่ให้ลูกออกไปเผชิญโลกภายนอก โดยที่ไม่มีพ่อแม่ บางครั้งก็รู้สึกใจหายที่ต้องห่างลูก แต่แม่แอดมินเชื่อเหลือเกินค่ะว่า ลูกเราจะต้องเป็นเด็กดีที่เข้าสังคมได้ เติบโตไปเป็นเด็กที่มีคุณภาพแน่นอน โรงเรียนจะเป็นสถานที่สอนทุกอย่างให้ลูกของเรา และมีพ่อแม่คอยอยู่เคียงข้าง และเป็นกำลังใจให้ลูกเสมอนะคะ

ปัจจุบันยังไม่ได้รับการขลิบเลย เคยได้ยินมาว่าหากเด็กคนไหนไม่ขลิบ อาจส่งผลต่อเรื่องความสะอาดของอวัยวะเพศ อยากทราบว่าการขลิบมีผลดีและผลเสียอย่างไร
คำถามนี้อยู่ในใจของคุณพ่อคุณแม่ของน้องๆ หนูๆ หลายคน และมีความสับสนมาก เพราะมีทั้งฝ่ายที่ส่งเสริมให้ขลิบและฝ่ายที่ไม่ส่งเสริมให้ขลิบ จนไม่รู้จะเชื่อใครดี วันนี้จึงถือโอกาสตอบเรื่องการขลิบให้กระจ่างจนหายข้องใจดังนี้
ข้อดีของการขลิบ
-
ทำความสะอาด ดูแลง่าย
-
ถ้ามีก้อนที่หัวอวัยวะเพศก็จะมองเห็นได้ง่าย และมีบางรายงานพบว่าอัตราการเกิดมะเร็งอวัยวะเพศน้อยกว่า
-
ลดการเกิดแผลอักเสบติดเชื้อที่หนังหุ้มปลาย
ข้อเสียของการขลิบ
เกิดจากภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออก แผลอักเสบ หนังตึงดึงรั้งเกินไป ปลายรูเปิดท่อปัสสาวะตีบ หรือถ้ามีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอาจมีอวัยวะเพศคดงอผิดรูปได้
เมื่อมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ก็ต้องมาพิจารณาว่าควรจะให้ลูกหลานเราขลิบดีหรือไม่ สิ่งที่ต้องนำมาช่วยในการตัดสินใจ มีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าต้องทำการขลิบคือ
-
หนังหุ้มปลายตีบ ไม่สามารถรูดเปิดได้
-
มีแผลปริแตกอักเสบบ่อยๆ ที่หนังหุ้มปลาย
-
ความเชื่อทางศาสนา
ข้อบ่งชี้รองลงมาที่แนะนำว่าควรขลิบ คือหนังหุ้มปลายแคบแต่ไม่ถึงกับตีบ เด็กกลุ่มนี้พอจะรูดเปิดหนังได้บ้าง แต่จะลำบากและเจ็บตึง เมื่อโตขึ้นจะเกิดปัญหาอักเสบเป็นๆ หายๆ และต่อมาก็อาจรูดเปิดหนังไม่ได้ หรือรูดเปิดได้แต่ไม่สามารถรูดปิดได้เพราะหนังบวม
จะเห็นได้ว่าการตรวจร่างกายมีความสำคัญมาก ถ้าพบมีหนังหุ้มปลายตีบแคบ ก็ควรจะทำการขลิบตั้งแต่แรกเกิดเลย เพราะทำง่าย ไม่ต้องเย็บแผล เพราะเส้นเลือดเล็กมาก แต่ถ้าขลิบตอนโตเด็กมักจะอายและจะเจ็บแผลค่อนข้างมากตอนที่อวัยวะเพศแข็งตัว แต่ถ้าไม่ได้ทำตั้งแต่แรกเกิด เด็กโตหรือผู้ใหญ่ก็ขลิบได้ไม่ต้องลังเล
ส่วนกรณีที่หนังหุ้มปลายเปิดกว้างปกติ สามารถทำความสะอาดได้ง่าย ก็ไม่จำเป็นต้องขลิบครับ
สรุป ถ้ามีข้อบ่งชี้อย่าลังเลที่จะขลิบ เพราะความจริงภาวะแทรกซ้อนจากการขลิบมีเปอร์เซ็นต์น้อยมาก โดยเฉพาะถ้าทำโดยแพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐาน ก็ตัดความกังวลไปได้เลยครับ
นพ.บุญเลิศ สุขวัฒนาสินิทธิ์ ศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะ โรงพยาบาลเวชธานี
"ของเล่น" เป็นสื่อที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการของเด็ก ช่วยทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และช่วยเรื่งความสนุกสนานอีกด้วย แต่อย่าเพิ่งซื้อของเล่นเด็กให้ลูก
ของเล่นเด็ก 5 ประเภท เลือกของเล่นให้ลูก เลือกให้ถูก เล่นได้นาน
ถ้าพ่อแม่ยังไม่รู้ว่าของเล่นเด็กมีกี่แบบและแบบไหนเหมาะกับลูกเรา นี่คือ 5 ประเภทของเล่นเด็กเสริมพัฒนาการที่พ่อแม่ต้องรู้ เลือกได้ถูก เล่นได้นาน ไม่เปลืองเงินซื้อของเล่นบ่อยๆ
ประเภทของของเล่นเด็ก
1. ของเล่นที่ให้เด็กได้ออกแรง (Active play)
ประเภทกีฬา เช่น ลูกบอล จักรยานสามล้อ อุปกรณ์ยิมนาสติก ประโยชน์คือ เสริมสร้างร่างกายและกล้ามเนื้อให้แข็งแรง อาจจะรวมถึงอุปกรณ์กีฬา เช่น ไม้แบตมินตันสำหรับเด็ก
2. ของเล่นที่เด็กต้องสร้างขึ้นและควบคุมการเล่นเอง (Manipulative play)
เด็ก ๆ สามารถต่อ หรือประกอบให้เป็นรูปร่างได้ เช่น เลโก้ ไม้บล็อก จิ๊กซอว์ หรือโมเดลชุดหุ่นยนต์ ประโยชน์คือ ฝึกกล้ามเนื้อมือ และช่วยฝึกทักษะทางด้านคณิตศาสตร์ อย่างการก่อทรายหรือการต่อไม้บล็อก เด็กจะต้องคำนวณให้ฐานใหญ่เพื่อที่ยอดด้านบนจะไม่ล้ม
3. ของเล่นที่เลียนแบบของจริง (Make-Belive play)
เช่น ชุดจำลองอุปกรณ์ทำครัว ชุดเครื่องมือหมอ และชุดแต่งตัวตุ๊กตาบาร์บี้ เป็นต้น ประโยชน์คือ ฝึกทักษะให้เด็กได้ใช้ของเหมือนจริงเพื่อเติมเต็มจินตนาการ เอื้อให้การเล่นบทบาทสมมติของเด็กสมบูรณ์แบบขึ้น
4. ของเล่นส่งเสริมจินตนาการ (Creative play)
คือของเล่นประเภท สีน้ำ สีไม้ แป้งโด ดินน้ำมัน หรือเครื่องดนตรี ประโยชน์คือ ส่งเสริมจินตนาการของเด็กให้บรรเจิด
5. ของเล่นเพื่อการเรียนรู้ (Learning play)
คือ ของเล่นเพื่อการพัฒนาทักษะ เช่น นิทาน หรือเกม ชุดทดลองวิทยาศาสตร์ ประโยชน์คือ ตอบสนองการเรียนรู้ที่ไม่หยุดยั้งของเด็กวัยคิดส์ คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องเล่นด้วยเพื่อให้ของเล่นนั้นสัมฤทธิ์ผลและไม่ควรเลือกของเล่นที่ยากเกินกว่าเขาจะเข้าใจนะคะ อาจจะเริ่มต้นด้วยเกมเศรษฐี หรือเกมบันไดงู
วิธีซื้อของเล่นเด็กให้คุ้มทั้งเงินและประโยชน์กับลูก
- เหมาะกับวัยของลูก โดยดูจากสัญลักษณ์ที่ระบุไว้ข้างกล่อง
- มาตรฐานการันตี สังเกตเครื่องหมาย มอก. (มาตรฐานโรงงานอุตสาหกรรม) เป็นเครื่องหมายที่ใช้ในประเทศไทย
- แข็งแรงทนทาน ไม่ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนหรือวัสดุที่แตกง่าย ตัวกล่องบรรจุของเล่นต้องแข็งแรงและทนทาน เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับของเล่น
- วัสดุที่นำมาประกอบต้องไม่เป็นชิ้นเล็ก ๆ ที่หลุดออกง่าย
- ของเล่นอิเล็กทรอนิกส์ ต้องไม่เกิดความร้อนมากเกินไป ไม่เสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าดูด ไม่ใช้ไฟเกินกว่า 24 โวลต์
- หลีกเลี่ยงของเล่นที่ต้องใช้ความรุนแรงหรือมีเสียงดังเกิน 85 เดซิเบลในการเล่น เช่น ปืน ลูกดอก หรือประทัดที่อันตรายและก่อเสียงดังทำลายหู
- สีและพลาสติกที่ใช้ต้องไม่มีส่วนผสมของสารตะกั่ว ปรอท โครเมียม สารหนู พลวง แบเรียม แคดเมียม หรือมีในปริมาณที่มอก.วางมาตรฐานไว้
- คำอธิบายชัดเจนบนกล่องของเล่น ระบุถึงส่วนประกอบและวัสดุที่ใช้ทำของเล่น รวมไปถึงโรงงานที่ผลิต ถ้าเป็นของเล่นนำเข้า ต้องมีบริษัทหรือโรงงานที่นำเข้าของเล่น และมีคำอธิบายการเล่นอย่างละเอียดด้วย เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและใช้งานผิดวัตถุประสงค์นั่นเอง
- ถ้าเป็นของเล่นที่เลียนแบบเครื่องป้องกันตัว เช่น หมวกกันน็อก หรือแว่นตาที่เลียนแบบนักวิทยาศาสตร์ จะต้องมีข้อความเตือนเหล่านี้ "ไม่สามารถใช้ป้องกันอันตรายได้เหมือนของจริง" "ไม่สามารถใช้ป้องกันแสงอุลตร้าไวโอเลตได้" "อย่าวางใกล้วัตถุไวไฟหรือใกล้ความร้อน" "อย่ายิงใกล้ตาหรือหู"
ของเล่นที่ไม่ควรให้ลูกเล่น
ลูกปัด ลูกแก้ว เมล็ดพืช และของเล่นชิ้นเล็ก ๆ ด้วยสีสันและขนาด เด็กเล็กอาจจะเผลอไผลนำเข้าปากได้ง่าย
ลูกโป่ง เด็กเล็กอาจเจ็บตัวจากแรงแตกของลูกโป่ง
ของเล่นที่มีสายยาว เพราะถึงแม้กล้ามเนื้อมือกล้ามเนื้อแขนจะพัฒนาไปมากแล้ว แต่ถ้าเชือกพันคอหรือแขนเด็กไม่สามารถคลายปมเชือกได้เอง
ปืนอัดลม ปืนลูกดอก ธนู มีดปลอม ของเล่นที่ทำคล้ายอาวุธ ด้วยแรงอัดเมื่อโดนตาจะทำให้เลือดออกในช่องลูกตา ทำให้ตาบอดได้และอาจส่งผลถึงพฤติกรรมคือทำให้เขาซึมซับพฤติกรรมก้าวร้าวจากของเล่นที่ใช้ความรุนแรงด้วย
ลูกโป่งวิทยาศาสตร์ เพราะมีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสมองเด็ก
เบบี้คริสตัล เมื่อโดนน้ำจะพองตัวได้ถึง 400 เท่า ถ้าเด็กเผลิเอาเข้าปาก อาจทำให้ลำไส้อุดตัน และเสียชีวิตได้
นกหวีดเป่าลม มีโอกาสที่ไส้นกหวีดจะหลุดเข้าหลอดลมได้
ของเล่นสไลม์ อาจมีเชื้อโรคและสารตกค้าง
ของเล่นที่มีแบตก้อนกลม ที่ไม่มีฝาปิดแน่นสนิท เพราะเด็กอาจแกะแบตเตอรี่เอามาเล่น เอาเข้าปาก หรือยัดจมูก
เป็นเรื่องที่ควรสอนเด็กๆ มากนะคะ เรื่องมารยาทพื้นฐาน อาจดูเป็นเรื่องเล็กแต่สำคัญกับความเจริญก้าวหน้าในอนาคตมาก ทั้งการเดิน การนั่ง และการยืน หากอ่อนน้อมถ่อมตน ก็จะมีแต่คนรัก คนเมตตานะคะ และเด็กๆ จะจดจำและใช้มารยาทเหล่านี้ไปจนโตได้เลยค่ะ
- การเดิน
-
ควรเดินด้วยอาการสำรวม นอบน้อม
-
เมื่อเดินกับผู้ใหญ่ไม่ควรเดินนำหน้า ควรเดินตาม ยกเว้น ต้องนำทางผู้ใหญ่
-
เมื่อเดินสวนทางกันกับผู้ใหญ่และคนอื่นๆ ควรเดินชิดซ้าย
-
ถ้าสวนทางกับผู้ใหญ่ ควรก้มตัวเมื่อเดินผ่านด้วย แต่ถ้าเป็นทางแคบควรหยุดให้ผู้ใหญ่เดินไปก่อน
-
ถ้าผู้ใหญ่นั่งอยู่ ควรหลีกเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ให้เดินก้มสำรวม
- การยืน
- การนั่ง
-
ควรนั่งในท่าที่สบาย แต่อยู่ในอาการสำรวม
-
ไม่ควรนั่งไขว่ห้าง นั่งแยกขา นั่งโยกเก้าอี้
-
ไม่นั่งประเจิดประเจ้อ ทำให้ดูโป้ หรือไม่อยู่ในอาการสำรวม
-
ไม่ควรเยียดขา หรือกระดิกเท้าขณะนั่งกับผู้อื่น
-
ไม่นั่งค้ำศีรษะผู้ใหญ่
ขอบคุณข้อมูลจาก : www.stou.ac.th

กรมควบคุมโรค ให้เฝ้าระวังสถานการณ์โรคคางทูมในประเทศไทย หลังพบผู้ป่วยคางทูมแล้ว 1,466 ราย ไม่พบผู้เสียชีวิต กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากสุด คือ กลุ่มอายุ 15-24 ปี และพบมากในกลุ่มนักเรียนร้อยละ 39.6 แนะพ่อแม่พาไปฉีดวัคซีนป้องกัน
อาการของโรคคางทูม
โรคคางทูมเกิดจากเชื้อไวรัส เป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจและการสัมผัสน้ำลายของผู้ป่วย ส่วนมากจะเป็นในเด็กวัยเรียน อาการระยะเริ่มแรกจะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ และอ่อนเพลียภายใน 12-24 ชั่วโมงต่อมา
จะมีอาการปวดบริเวณข้างแก้มและใบหู มีอาการปวดมากขึ้นเวลาขยับขากรรไกร หรือเวลาที่กินอาหารที่มีรสเปรี้ยว ต่อมน้ำลายบริเวณขากรรไกรบวมและลามไปยังหลังใบหู ต่อมน้ำลายจะบวมมากขึ้นในเวลา 1-3 วัน ส่วนใหญ่มักเริ่มข้างเดียวก่อน แล้วเป็นที่ต่อมน้ำลายอีกข้างตามมา หลังจากนั้นอาการบวมจะค่อย ๆ ลดลงภายใน 3-7 วัน อาการต่าง ๆ จะหายเป็นปกติภายใน 7-10 วัน
การรักษา
เป็นการรักษาตามอาการ ควรมีการแยกผู้ป่วยประมาณ 10 วันหลังจากเริ่มมีต่อมน้ำลายโต และควรหยุดไปโรงเรียนหรือหยุดงานเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น
กรมควบคุมโรค ขอแนะนำประชาชนว่า วิธีป้องกันโรคคางทูมที่มีประสิทธิภาพ คือ การฉีดวัคซีนป้องกันโรค โดยเป็นรูปแบบวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน (MMR) ในเด็กเล็กควรรับวัคซีนป้องกันโรค 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อเด็กอายุ 9-12 เดือน และให้ซ้ำอีกครั้งเมื่ออายุ 2 ปี 6 เดือน

หลายครั้งพ่อแม่อาจจะเหนื่อยมากเกินไป หรืออารมณ์ไม่ดี จึงมักจะพูดไม่ดีต่อลูก แต่รู้ไหมคะ คำพูดของพ่อแม่ทำร้ายจิตใจลูกไปจนโตได้เลย หากไม่ระวัง และนี่คือคำพูดทั้ง 6 ประเภท ที่คนเป็นลูกไม่อยากให้พ่อแม่พูดค่ะ
คำพูด 6 ประเภท ที่ลูกไม่อยากได้ยินจากพ่อแม่
- คำพูดใส่อารมณ์ แสดงความไม่พอใจ
การพูดออกไปด้วยอารมณ์ เช่น “ทำไมเป็นเด็กไม่ดีเลย ไม่เคยเชื่อฟังพ่อแม่” “ดื้อแบบนี้ ต่อไปจะไม่สนใจแล้วว” เป็นต้น การใช้คำพูดเช่นนี้จะมีผลกระทบทำให้ลูกพัฒนาการถดถอย ตามมาด้วยรู้สึกโกรธและต่อต้านพ่อแม่ได้ ยิ่งพูดด้วยอารมณ์บ่อย ๆ พัฒนาการจะยิ่งแย่ลง

- คำพูดย้ำ ๆ พูดบ่อย ๆ
เช่น "ลูกทำได้หรอ แน่ใจนะว่าทำได้" "ครั้งที่แล้ว ก็จำไม่ได้ จำได้หรอ" เป็นต้น แม้พ่อแม่จะมีความวิตกกังวล ห่วงใยลูก แต่การย้ำถาม ย้ำทำ โดยไม่รู้ว่าลูกต้องการหรือไม่ต้องการ ย้ำอยู่บ่อย ๆ จะทำให้ลูกรำคาญ และมีความรู้สึกวิตกกังวล ไม่มั่นใจตามไปด้วย ดังนั้นพ่อแม่อย่าถามอะไรบ่อย ๆ มากไปค่ะ
- คำพูดประชดประชัน
เช่น "เรื่องแค่นี้เอง ทำไม่ได้ ก็ไม่ต้องทำอะไรอีกเลยนะ" "ทำไมบอกแล้วไม่จำ สมองมีไว้ทำไม" คำพูดพวกนี้แม้ใจจริงจะไม่อยากพูด แต่พูดไปเพราะอารมณ์ เลยหลุดปากออกไป แน่นอนว่าทำให้ลูกเสียใจมาก และยังเกิดภาพในใจที่ไม่ดี คิดว่าตัวเองไม่มีค่าสำหรับพ่อแม่ ควรเลิกพูดกับลูกเด็ดขาดเลยค่ะ
- คำพูดลอย ๆ
อารมณ์เหนื่อยทำให้พ่อแม่มักพูดอะไรลอย ๆ ออกมา เช่น “เบื่อจริง ๆ เลย” “เจอแบบนี้ เหนื่อยใจจริง ๆ ” เป็นต้น คำพูดเหล่านี้ทำให้บรรยากาศของบ้านเสียมากค่ะ ลูกจะทำตัวไม่ถูก คิดว่าแม่ดุตัวเอง ทั้ง ๆ ที่อาจจะไม่ใช่ มีอะไรควรบอกลูกไปตรง ๆ เพื่อให้ลูกรับรู้ การพูดคุยกัน ชวนลูกคุย น่าจะดีกว่าการพูดลอย ๆ ออกมานะคะ

- คำพูดไม่จริงใจกับลูก
การเจอพ่อแม่พูดแบบนี้ ลูกเหนื่อยใจมากค่ะ ที่สัญญาอะไรก็ทำไม่ได้ พูดให้ความหวังและลืมเอง ชอบผัดวันประกันพรุ่ง ทำให้ลูกเข้าใจว่าพ่อแม่พูดไม่จริง พูดโกหก และอาจเห็นว่าทำได้เป็นเรื่องปกติ ลูกก็อาจจะก็จะทำบ้าง เพราะมีพ่อแม่ทำเป็นตัวอย่าง
- การพูดล้อเลียน
พ่อแม่ที่ชอบกระเช้าเย้าแหย่ลูกมากจนเกินไปควรรู้นะคะ ว่าการแหย่ลูก ล้อเลียนลูก ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ อย่างที่เข้าใจ เช่น การเรียกลูกว่าน้องดำ ล้อการสอบตก เรียกเจ้าอ้วน หัวเหม่ง หรือเล่าเรื่องน่าอายของลูกให้คนอื่นฟัง แล้วล้อเลียนลูก ล้วนกระทบพัฒนาการรอบด้าน ลูกจะขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง กลายเป็นคนโกรธง่าย หรือขี้โมโหได้
คำพูดทั้ง 6 ประเภทนี้ ไม่มีเด็ก ๆ คนไหนอยากฟัง พ่อแม่ควรจะหลีกเลี่ยงการพูดแบบนี้ด้วยนะคะ คำพูดที่เต็มไปด้วยอารมณ์จะทำร้ายจิตใจลูกเสมอ ควรใจเย็น ๆ มีสติก่อนจะพูดออกไป เพราะสิ่งที่พ่อแม่พูดจะติดหัวใจลูกไปจนโตค่ะ
ใคร ๆ ก็บอกเด็กพูดมากเป็นเด็กฉลาด แต่ถ้าหากมากเกินไปก็สร้างความกลุ้มใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองไม่น้อย เพราะลูกพูดมากเขาอาจจะไม่สามารถอยู่เงียบได้เลย หรือ อาจจะไม่เป็นผู้ฟังที่ดีนัก แต่ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำว่าอย่าตำหนิ หรือเข้าไปขัดอารมณ์ลูกช่างจ้อจะดีกว่านะคะ
Jeanne Williams ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาครอบครัว ได้แนะนำว่า ให้ทำเป็นสนใจลูกเข้าไว้ แม้สิ่งที่เขาพยายามเล่านั้นจะแสนธรรมดาและไม่น่าตื่นเต้นเลย เพราะหากพ่อกับแม่ตั้งใจฟังเรื่องราวต่างๆ ของเขาได้ตลอดนั้น พวกเขาก็มีแนวโน้มที่เล่าเรื่องและเปิดใจเมื่อเขาโตขึ้นเป็นวัยรุ่น
แต่ถ้าหากไปตำหนิลูกว่ากำลังพยายามเล่าเรื่องไร้สาระอยู่นั้น ไม่มีประโยชน์ต่อตัวพวกเขาเองในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลต่อพัฒนาการ ทำให้พวกเขาขาดความมั่นใจได้ และหากไม่ว่างฟังหรือคุยจริงๆ ให้สื่อสารกับลูกตรงๆ เช่น การบอกพวกเขาว่าแม่ขอเวลานอกนะคะ หรือเล่นเกมเงียบกัน ใครเงียบได้นานกว่ากันชนะ และสอนให้พวกเขารู้จักกิจกรรมอื่นๆ เช่น ร้องเพลง เต้น อ่านหนังสือ แทน
มาดูข้อดีของเด็กพูดมากกันค่ะ
1. สื่อสารกับคนอื่นได้ดีกว่าเด็กคนอื่นๆ
2. มีไหวพริบในการสื่อสาร
3. สิ่งที่สงสัยนั้น เด็กคนนี้จะได้รับคำตอบเสมอ
4. มีส่วนร่วมมากกว่าคนอื่นๆ
5. กล้าพูดในสิ่งที่คิด
6. พลังเหลือล้น
7. ตื่นเต้นกับทุกอย่างได้เสมอ

ความคาดหวังของพ่อแม่ ที่มีต่อลูก เอชพี อิงค์ ประเทศไทย จัดเสวนา “HP New Asian Learning Experience เปิดประสบการณ์การเรียนรู้ของครอบครัวยุคใหม่” เปิดมุมมองเกี่ยวกับการเรียนรู้ของเด็กยุคเทคโนโลยี ตลอดจนแนวทางและบทบาทของผู้ปกครอง ในการตรียมความพร้อมสำหรับลูกหลานสู่อนาคตที่มั่นคง
จากข้อมูลงานเสวนา ก็ได้ข้อมูลว่า ความหวังของคนเป็นพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ย่อมอยากให้ลูกได้สิ่งที่ดีที่สุดในทุกๆ ด้าน ตามความสามารถที่จะค้นหาให้ลูกได้ แต่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดจากผลของเทคโนโลยี ผู้ปกครองหลายคนก็กังวลว่าลูกๆ จะไม่สามารถ ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงและไม่พร้อมสำหรับการแข่งขันในอนาคตได้ ซึ่งการสำรวจข้อมูลเชิงลึก มาดูกันค่ะ ว่าคุณเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีความคาดหวังในกลุ่มใด
ผลการสำรวจข้อมูลเชิงลึก ของพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ที่มีต่อลูก ยุคเทคโนโลยี
- อนาคตที่มั่นคงของเด็กคือความกังวลสูงสุด
-
ผลสำรวจโดยรวมชี้ให้เห็นว่า อนาคตที่มั่นคงของเด็ก คือความกังวลสูงสุดของผู้ปกครองทุกคน 66% กังวลเรื่องค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น 42% กังวลเรื่องความมั่นคงในการทำงาน 54% กังวลเรื่องทักษะที่ถูกต้องต่อบทบาทชีวิตในอนาคต
-
สำหรับผู้ปกครองยุคใหม่ของประเทศไทย 65% กังวลเรื่องค่าครองชีพมากที่สุด และรองลงมา 54% เป็นห่วงเรื่องการสร้างทักษะที่ถูกต้องให้กับเด็กในอนาคต
- พ่อแม่เอเชียยุคใหม่ ต้องการให้ลูกหลานพัฒนาทักษะทางสังคมควบคู่กับการมีความสุข
-
ผู้ปกครองชาวเอเชียยุคใหม่ ต้องการให้ลูกหลานพัฒนาทักษะทางสังคมควบคู่กับการมีความสุข โดย 83% ผู้ปกครองต้องการให้ลูกหลานมีความสุขเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ในขณะที่ผู้ปกครองไทย 68% ต้องการให้ลูก สามารถทำได้ดีที่สุดในสิ่งที่พวกเขาทำ และ 66% ของผู้ปกครองไทย ระบุความมั่นคงของงานเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่นๆ
-
ครอบครัวไทย 61% ยังเน้นเรื่องการพัฒนาทักษะและรูปแบบการเรียนการสอน ที่รองรับการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเรียนรู้ของลูกเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต และ 57% ของผู้ปกครองไทยยุคใหม่ต้องการพัฒนาลูกให้ด้านสติปัญญาซึ่งถือว่าเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุด
- เด็กๆ ต้องถูกเตรียมให้พร้อม สำหรับการเรียนรู้ยุคดิจิทัล
-
การเรียนรู้แบบผสมผสานระหว่างสิ่งพิมพ์และดิจิทัลนั้น มีผลเชิงบวกมากกว่าการเรียนรู้บนสิ่งพิมพ์และบนดิจิทัลเพียงเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง การเรียนรู้บนสิ่งพิมพ์กับบนดิจิทัลให้ประโยชน์ที่แตกต่างกัน และผู้ปกครองเชื่อว่าสิ่งพิมพ์ให้ผลที่ดีกว่าสำหรับการอ่านเพื่อความเข้าใจ การใช้เวลาในการอ่าน การเรียนคำศัพท์และการจดจำ ในขณะที่แพลตฟอร์มดิจิทัลช่วยเรื่องการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และการสร้างวิจารณญาณ
-
ผู้ปกครองไทย 57% ใช้การเรียนรู้แบบผสมผสานสำหรับการเรียนรู้ด้านศิลปะ รองลงมาคือการเรียนรู้ด้านภาษา 56% และทักษะดนตรี 41%
- พ่อแม่ช่วยลูกในการเรียนรู้ เพราะเป็นโอกาสสร้างความผูกพัน
-
จากผลสำรวจพบว่า ผู้ปกครองชอบใช้เวลาเรียนรู้กับลูกเพราะเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างความผูกพันและพัฒนาทักษะด้านปฏิสัมพันธ์
-
การสำรวจยังพบว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนผู้ปกครองสูงสุดถึง 89% ที่ระบุว่า เหตุผลที่ผู้ปกครองเข้าไปมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของเด็ก คือต้องการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และเพิ่มประสบการณ์ใหม่ๆ ผู้ปกครองเห็นว่าการใช้เวลาเรียนรู้ร่วมกับเด็กเป็นการพัฒนาทักษะในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
- พ่อแม่ยอมเสียสละเพื่อการศึกษาของลูก โดยการส่งเสริมให้ลูกเรียนพิเศษ
-
ผู้ปกครองชาวเอเชีย 60% ยอมใช้จ่ายไปกับค่าเรียนพิเศษ นอกเหนือจากการเรียนในเวลาปกติ
-
ผู้ปกครองไทย 64% ใช้จ่ายไปกับค่าเรียนพิเศษและสถาบันกวดวิชา 35% ยอมย้ายบ้านเพื่อให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนที่ดี และ 45% ยอมกู้เงินเพื่อการศึกษาของลูก
- ผู้ปกครองมีความคาดหวังกับสิ่งที่ปฏิบัติจริงไม่ตรงกัน
-
ในขณะที่ผู้ปกครองมองเห็นคุณค่าของการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ การท่องเที่ยวและการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เทคโนโลยีสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ แต่พวกเขายังคงให้ลูกๆ เรียนรู้ในกิจกรรมแบบเดิม
ผู้ปกครองเชื่อว่าการเรียนรู้จากประสบการณ์เป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการเผชิญกับโลกแห่งความจริง ที่เสริมการพัฒนาความสามารถเชิงสร้างสรรค์และวิจารณญาณ ในขณะที่การเรียนรู้แบบท่องจำนั้นเหมาะสำหรับความรู้ที่อาศัยความจริง อันเป็นฐานในการต่อยอดการพัฒนาทักษะอื่นที่สูงขึ้น
ผู้ปกครองไทย 88% ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้จากประสบการณ์ มากกว่าการเรียนรู้แบบท่องจำที่ 73% เชื่อว่าการเรียนรู้ทั้งสองประเภทจะมีอิทธิพลต่อความสามารถของเด็กในการเลือกทักษะที่จำเป็นเมื่อเข้าสู่วัยทำงาน
ข้อมูลจาก : เสวนา “HP New Asian Learning Experience เปิดประสบการณ์การเรียนรู้ของครอบครัวยุคใหม่”
พบกับเคล็ดลับง่าย ๆ ที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็กๆ ได้ที่เว็บไซต์ เอชพี ประเทศไทย

คุณหมอแนะนำ 6 วิธีทำให้ลูกอยากเรียนหนังสือ
ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์ แนะ 6 วิธีทำให้ลูกอยากเรียนหนังสือ สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกไม่ค่อยตั้งใจเรียนหรือไม่อยากเรียนมาบอก
สิ่งแรกที่พ่อแม่จะต้องปลูกสร้างในตัวลูก คือ ทำอย่างไรให้ลูกอยากเรียนหนังสือ เพราะถ้าลูกไม่อยากเรียนซะอย่าง เรื่องที่จะให้เรียนเก่ง เรียนดี คงหวังยาก ยกเว้นก็เฉพาะพวกยอดมนุษย์ที่ให้ทำอะไรก็ทำได้และทำได้ดีเสียด้วย
จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมจากการเลี้ยงลูก รวมทั้งมีโอกาสสอนหนังสือโดยเฉพาะสอนนักศึกษาแพทย์ซึ่งส่วนมากเป็นพวกค่อน ข้างอยากเรียน ผมได้ข้อคิดบางอย่างที่จะทำให้ลูกอยากเรียนหนังสือมาฝากกันครับ
6 วิธีทำให้ลูกอยากเรียนหนังสือ
1. สร้างแรงบันดาลใจ
ถ้าเราอธิบายให้ลูกมองเห็นอนาคตข้างหน้า (แม้ว่าจะไกลไปบ้าง) ว่า ถ้าตั้งใจเรียนหนังสือแล้วจะได้อะไร จะเป็นอะไร เชื่อว่าอย่างน้อยลูกก็จะเห็นหนทางข้างหน้า การเฝ้าแต่พูดเพ้อเจ้อให้ "ขยันเรียนนะลูก ๆ" ไม่น่าจะช่วยอะไร และยังน่าเบื่ออีกต่างหาก การยกตัวอย่างบุคคลที่ประสบความสำเร็จในชีวิตจากการศึกษาเล่าเรียนน่าจะมี ประโยชน์กว่า เพราะลูกจะเห็นภาพได้ดีกว่ากันเยอะเลย
การหาหนังสือประวัติบุคคลสำคัญ หรือเล่าประวัติบุคคลสำคัญที่ประสบความสำเร็จในการศึกษาเล่าเรียนให้ลูกอ่าน หรือฟังก็เป็นหนทางที่ดีอย่างหนึ่ง และที่ดีที่สุดก็คือ ถ้าพ่อแม่เองก็เป็นคนที่รักการเรียนจนประสบความสำเร็จในชีวิต ก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของลูกโดยไม่ต้องพูดหรือเคี่ยวเข็ญ
2. ให้คำชมและรางวัล
เรื่องนี้สำคัญมากนะครับ คนเราเกิดมาต้องการคนชม ต่อให้แก่แล้วก็ต้องการคนชม แต่ว่าบางทีถ้าชมไม่ดีก็เป็นการเสแสร้ง หรือพร่ำเพรื่อก็ไม่มีประโยชน์ เช่นเดียวกับรางวัลที่ให้ เด็กที่เราชมว่าเรียนดีทุกคนก็จะมีความสุข ลูกผมตอนเล็ก ๆ ถ้าเขาทำอะไรดี ๆ แล้วเราชม เขาจะมีความสุขแล้วก็อยากจะทำอีก มันเป็นแรงกระตุ้นที่ค่อนข้างดีและแรง ส่วนการตำหนิ การว่ากล่าวควรจะใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น
การชมอย่างเดียวบางทีมันจับต้องไม่ได้ ชมมาก ๆ ก็เบื่อไม่เห็นได้อะไร อาจมีการให้รางวัลบ้าง แต่ก็ต้องระวังการสร้างเงื่อนไขหรือตั้งรางวัล เช่น ให้ของเล่นราคาแพง หรือพาไปต่างประเทศ วิธีการนี้เขาเรียกว่าติดสินบนนะครับ ลูกคุณจะตั้งใจเรียนเหมือนกัน แต่เรียนเพราะอยากได้สินบนไม่ได้เรียนเพราะอยากมีความรู้ ถ้ารางวัลหมดก็ไม่เรียน วิธีนี้ยังอาจจะเพาะนิสัยต่อรองและละโมบอีกด้วย
3. สร้างบรรยากาศของการเรียนรู้
ใช้วันหยุดเสาร์-อาทิตย์พาลูกไปร้านหนังสือดี ๆ ที่มีหนังสือวิชาการ หนังสือสำหรับเด็ก ชวนกันเลือกหนังสือประเภทที่เขาอยากดู อยากรู้ อยากเห็น หรือหาเวลาพาลูกไปเที่ยวตามที่ต่าง ๆ เช่น สถานที่ทางประวัติศาสตร์ วัดวาอารามที่เกี่ยวกับเรื่องที่ลูกเรียนอยู่ เด็กจะได้เห็นของจริง เวลาเรียนก็จะได้ไม่เบื่อ
การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ไม่ใช่เรื่องง่าย พ่อแม่บางคนความอดทนต่ำที่จะพาลูกไปในที่ที่ควรไป กลับพาลูกไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า ซื้อของฟุ่มเฟือย รับประทานอาหารจังค์ฟูด จนลูกอ้วนเป็นหมู เพราะมันง่ายกว่ากันเยอะ
4. รีบขจัดความไม่เข้าใจในเรื่องที่เรียน
ผมอยากให้พ่อแม่ลองนึกย้อนกลับไปสมัยที่ตัวเองยังเป็นเด็ก วิชาไหนเราเรียนแล้วรู้เรื่อง เข้าใจดี ทำให้สอบได้คะแนนดี ทำให้อยากเรียนวิชานั้นมากขึ้น วนเวียนอยู่อย่างนี้ ซึ่งผมอยากจะเรียกว่าเป็นวัฏจักรของความสำเร็จในการเรียน ในทางตรงกันข้ามถ้าวิชาไหนเรียนแล้วไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ สอบได้คะแนนไม่ดี ก็ไม่อยากเรียน ซึ่งจะทำให้ไม่รู้เรื่องมากขึ้น เป็นวัฏจักรความเลวร้ายของการเรียน
วิธีแก้ไขที่ผมลองใช้มี 2 วิธี
วิธีแรก คือพยายามติดตามการเรียนของลูกอย่างสม่ำเสมอ ถ้ามีเวลาจะเรียนไปกับลูกด้วยเลย ทำให้เรารู้ว่าลูกเรียนไม่เข้าใจตรงไหน บ่อยครั้งที่ผมพบว่าเรื่องที่ลูกไม่เข้าใจเป็นเพียงปัญหาและประเด็นเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น พออธิบายให้เขาเข้าใจ เขาก็จะเรียนเนื้อหาต่อไปได้อย่างสนุก และอยากเรียนต่อ แต่ถ้าปล่อยให้มีความไม่เข้าใจสะสมไปเรื่อยๆ ในที่สุดจะไม่เข้าใจมากขึ้นๆ จนเกินกว่าจะแก้ไขได้ แม้ว่าเด็กบางคนอาจจะเรียนผ่านและขึ้นชั้นที่สูงขึ้นได้ แต่ก็จะไม่มีพื้นฐานเพียงพอ ยิ่งเรียนก็จะยิ่งมึน ตามมาด้วยความเครียดและเบื่อหน่ายในที่สุด
วิธีที่ 2คือ กวดวิชา หรือหาคนมาสอนแทน จากประสบการณ์ทั้งที่เคยเป็นผู้เรียนและผู้สอน ผมยังค่อนข้างเชื่อว่าครูผู้สอนมีบทบาทและอิทธิพลต่อการอยากเรียนรู้ของเด็กค่อนข้างมาก
ผมเชื่อมานาน เดี๋ยวนี้ก็เชื่อ และจะเชื่อต่อไปว่า ครูไม่ได้สอนดีหรือสอนรู้เรื่องกันทุกคน ผมว่าถ้าระบบการศึกษาในโรงเรียนให้เด็กเลือกครูผู้สอนได้ ครูบางคนอาจมีเด็กแย่งกันเรียนด้วยจนห้องแตก ในขณะที่บางคนอาจต้องสอนจิ้งจกตุ๊กแกแทนก็ได้ การเรียนกับครูที่สอนลูกรู้เรื่องเป็นทั้งความสุขและสนุกครับ
5. เพื่อนที่ดี
เด็กวัยรุ่นวัยเรียนมักจะเชื่อเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ พ่อแม่ต้องเข้าใจและทำใจว่าชีวิตก็เป็นอย่างนี้แหละ เราเองก็เป็นอย่างนี้ไม่ใช่หรือ ยอมรับซะว่าเป็นเรื่องธรรมชาติและการแผลงฤทธิ์ของฮอร์โมนเพศครับ เพราะฉะนั้นถ้าเพื่อนเป็นพวกชอบเรียน ก็จะพากันเรียน มีอะไรข้องใจก็จะปรึกษากันได้ ถ้าเป็นไปได้ก็พยายามส่งเสริมให้คบเพื่อนที่ชอบเรียนก็จะดีครับ
6. ให้ลูกเรียนในสิ่งที่ลูกอยากเรียน
ย้ำนะครับว่าลูกอยากเรียน ไม่ใช่พ่อแม่อยากให้เรียน เราต้องสังเกตว่าลูกชอบอะไรแล้วส่งเสริมเขาให้ได้เรียน พ่อแม่บางคนโปรแกรมไว้หมดแล้วว่าอยากให้ลูกเป็นอะไร บางคนเคยอยากเรียนบางอย่างแต่เรียนไม่ได้ ก็มาเคี่ยวเข็ญให้ลูกเรียนแทนโดยไม่ถามความสนใจของลูกเลย อย่างนี้เข้าข่ายทรมานลูกครับ
เพราะฉะนั้นถามลูกก่อนนะครับว่าเขาอยากเรียนอะไร ฝันอยากเป็นอะไร ถ้าไม่เหลือทนหรือเพ้อเจ้อเกินไปก็ยอมๆ ลูกบ้างเถอะครับ จะได้ไม่มีใครมีความทุกข์ ชีวิตลูกต้องให้ลูกกำหนด เราช่วยกำกับพอแล้ว ถ้าอยากยิงธนูให้ไปไกล ๆ และถูกเป้า คันธนูต้องอยู่กับที่ พ่อแม่ก็เช่นเดียวกันต้องทำตัวเป็นคันธนูที่ดีอย่าพุ่งไปกับลูก คือจัดการเรื่องเรียนของลูกทุกอย่าง ถ้าเป็นอย่างนี้ลูกรุ่งยากครับ เพราะแรงส่งธนูจะต่ำครับเพราะไม่วิ่งด้วยตัวเองเลย ภายภาคหน้าเวลามีปัญหาแต่พ่อแม่แก่ตายแล้วจะแก้ปัญหาเองไม่ได้
ผมมีประสบการณ์ในการสอนนักศึกษาแพทย์ประมาณ 10 ปีแล้วครับ พบว่านักศึกษาแพทย์ไม่น้อยเลยที่เรียนด้วยความขมขื่นและทุกข์ทรมาณ เนื่องจากพ่อแม่อยากให้เป็นหมอ แต่ตัวเองชอบวาดรูป อยากเป็นศิลปิน อยากเป็นวิศวกร แต่ว่าคนเก่งเรียนอะไรก็เรียนได้ แต่เรียนแล้วมีความสุขหรือเปล่านั่นอีกเรื่องหนึ่ง
เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้ลูกอยากเรียน ก็ต้องให้เขาเรียนในสิ่งที่เขาอยากเรียนนะครับ ถึงตรงนี้บางคนอาจถามว่าแล้วจะรู้อย่างไรว่าลูกอยากเรียนอะไร คำตอบคือให้เวลากับลูกเยอะๆ สิครับ ถ้าเราให้เวลากับเขามากๆ ลูกก็จะสนิทกับเรา มีเรื่องอะไรก็จะเล่าให้เราฟัง คิดอะไรชอบอะไรก็จะบอกเรา ความเข้าอกเข้าใจระหว่างพ่อแม่กับลูกก็จะมากขึ้นครับ
หวังว่าข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้อาจจะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่บ้างนะครับ ผมลองใช้มาแล้วรู้สึกว่าได้ผลดีพอสมควร.. ไม่ใช่อุปทานครับ
รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์

เวลาฝนตกลูกมักจะอยากออกไปเล่นน้ำฝนเสมอ แต่คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่ไม่อยากให้ลูกเล่น เพราะเป็นห่วงกลัวว่าลูกจะป่วย เรามาเปลี่ยนความคิดเดิมๆ กันดีกว่าค่ะ
คุณหมอท่านหนึ่ง ได้ให้ความรู้ใหม่เกี่ยวกับเรื่อง การเล่นน้ำฝน ซึ่งตามหลักการแพทย์ น้ำฝนไม่ได้ทำให้เด็กป่วยหรือเป็นหวัด เพราะการเป็นหวัดคือการติดเชื้อหวัด เกิดจากการสัมผัสคนป่วย ต่อสู้กับภูมิคุ้มกันและสุขภาพร่างกายของเด็กในตอนนั้นเท่านั้นเอง ดังนั้นสามารถปล่อยเด็กเล่นน้ำฝนตามธรรมชาติ จะช่วยฝึกพัฒนาการด้านต่างๆ ของลูกได้เป็นอย่างดีนะคะ
ประโยชน์ของการเล่นน้ำฝน
- ทำให้เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่
- พัฒนาการสังเกต เข้าใจธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
- สนุกและได้ใช้พลังงานอย่างมากอีกด้วย
ข้อควรระวังคือ ไม่เล่นในที่โล่งแจ้งเกิน ไม่เล่นใต้ต้นไม้ใหญ่ ไม่เอาของนำไฟฟ้าติดตัวไปตอนเล่นน้ำฝน เพราะอาจทำให้ฟ้าผ่าได้นั่นเอง
เคล็ดลับให้เจ้าตัวน้อย เล่นสู้ฝนได้อย่างสุขภาพดี
-
อาหารเสริมพลัง อาหารเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ที่จะทำให้สุขภาพของลูกแข็งแรงพร้อมค่ะ ดังนั้นคุณแม่ต้องไม่พลาดที่จะให้ลูกทานอาหารครบทั้ง 5 หมู่ โดยเฉพาะวิตามินและเกรือแร่ที่จะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโรคให้ลูกเราอยู่เสมอ
-
นมสร้างภูมิคุ้มกัน นมยังเป็นอาหารที่จำเป็นสำหรับลูกเราเสมอค่ะ เพราะในนมอุดมไปด้วยสารอาหารนานาชนิด ซึ่งนอกจากจะได้แคลเซียมและธาตุเหล็กที่เป็นสารอาหารสำคัญต่อการเจริญเติบโตแล้ว นมยังมีสารอาหารที่ส่วนสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกเราด้วยค่ะ จะดื่มตอนเช้า ตอนเย็น หรือนมอุ่นๆ ก่อนนอนสักแก้วให้หลับสบายท้องก็มีประโยชน์ทั้งนั้น
-
กีฬาเป็นยาวิเศษ จริงๆ แล้วการวิ่งเล่นของลูกๆ ก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายนะคะ ดังนั้นถ้าลองเพิ่มทักษะด้วยกีฬาอื่นๆ อย่าง วิ่ง ว่ายน้ำ หรือเทควันโด ก็จะช่วยให้ลูกได้ออกกำลังกายอย่างเต็มที่ ร่างกายแข็งแรงพร้อมสู้โรคภัยแล้วยังเสริมทักษะของการมีน้ำใจเป็นนักกีฬาด้วย
-
รักษาความสะอาดเสมอ น้องๆ บางคนป่วยง่ายเพราะอยู่กับเชื้อโรคและสิ่งสกปรกเป็นประจำ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องหมั่นทำความสะอาดร่างกายลูกเราเสมอค่ะ และสำหรับบ้านไหนที่มั่นใจว่าลูกแข็งแรงจนกล้าปล่อยออกไปเล่นได้หลังจากฝนหยุดตกล่ะก็ ก็อย่าลืมที่จะอาบน้ำ สระผม และเช็ดตัวให้แห้งเสมอหลังจากลูกเล่นกลับเข้าบ้านมาแล้ว เพื่อป้องกันความเย็นที่อาจจะทำให้ลูกเป็นหวัด
คุณพ่อคุณแม่ ลองนำคำแนะนำนี้ไปเพิ่มความแข็งแรงให้ลูกก่อนจะปล่อยให้เข้าออกไปเล่นหลังฝนตกดูนะคะ รับรองว่าถ้าลูกมีพื้นฐานร่างกายที่แข็งแรงดีพร้อมแล้วจากการส่งเสริมและดูแลของเรา ลูกจะเติบโตอย่างฉลาดและแข็งแรงแน่นอนค่ะ
สรุปแล้ว น้ำฝน เล่นได้จริงหรือ? เล่นได้กับเล่นไม่ได้ค่ะ สำหรับเด็กทั่วไป การเล่นน้ำฝน ไม่ทำให้ลูกป่วย แถมช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านต่างๆ ของเจ้าตัวน้อยอีกด้วยค่ะ ครั้งต่อไปถ้าลูกอยากเล่นน้ำฝน ก็ปล่อยให้เขาได้เล่นสนุกตามธรรมชาติ พอเล่นน้ำฝนเสร็จก็ต้องอาบน้ำเช็คตัวให้แห้ง ไม่ปล่อยให้ลูกนั่งตัวเย็น หัวเปียก แบบนั้นไม่ดีแน่ค่ะ ต้องทำให้ลูกตัวแห้ง เพื่อไม่ให้อุณหภูมิในร่างกายเย็นเกินไปค่ะ
และเล่นไม่ได้ค่ะ คือสำหรับเด็กที่มีโรคประจำตัว ภูมิแพ้ คนที่อาจจะไวต่อละอองฝน ถ้าเจ้าตัวน้อยขี้มูกไหลตอนอากาศชื้น ต้องเลี่ยงไม่ให้เจอฝนแล้วนะคะ เพราะน้ำฝนจะทำให้ลูกตัวเย็นมากขึ้น แล้วมาเสริมสร้างพัฒนาการในรูปแบบอื่นๆ แทนกันดีกว่าค่ะ
ที่มา : เลี้ยงลูกตามใจหมอ