facebook  youtube  line

รู้จัก PTSD โรคทางใจในเด็ก หลังเจอเหตุการณ์รุนแรงในชีวิต

การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก

รู้จัก PTSD โรคทางใจในเด็ก หลังเจอเหตุการณ์รุนแรงในชีวิต

ปัจจุบันมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น เมื่อเราต้องเจอเหตุการณ์เหล่านี้จนทำให้ฝังใจ ส่งผลต่อสภาพจิตใจของเด็กและผู้ใหญ่ อาจทำให้เกิดโรค PTSD ได้

โรค PTSD (Post-traumatic Stress Disorder) คือโรคอะไร?

คือภาวะความผิดปกติทางจิตใจที่เกิดขึ้นภายหลังเจอเหตุการณ์ความรุนแรง เช่น ภัยพิบัติ อุทกภัย แผ่นดินไหว การก่อการจราจล การฆาตกรรม สงคราม การปล้นฆ่า ข่มขืน เป็นต้น

สามารถเกิดขึ้นกับผู้ที่ประสบเหตุร้ายด้วยตัวเอง เป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ หรือเป็นญาติใกล้ชิดกับผู้ประสบเหตุที่ได้รู้ข้อมูลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนทำให้เกิดความเครียดและมีพฤติกรรมบางอย่างที่กระทบต่อการดำเนินชีวิตตามมา ซึ่งผู้ที่ได้รับบาดแผลทางจิตใจจำเป็นต้องได้รับการรักษา

ความแตกต่างของ 'โรค PTSD' ในเด็กและผู้ใหญ่ 

คือปัญหาเรื่องการสื่อสารและการแสดงออก เมื่ออาการนี้เกิดขึ้นในผู้ใหญ่จะมีการแสดงอาการที่ตรงไปตรงมา สามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมอย่างชัดเจน และยังสามารถอธิบายอาการได้ว่าเขามีความคิดอย่างไร เห็นภาพอะไร หรือกำลังรู้สึกอะไรอยู่แต่เมื่อ 'โรค PTSD' เกิดขึ้นในเด็ก แม้จะมีการแสดงออกทางกายที่เหมือนกับผู้ใหญ่ แต่การสื่อสารและการอธิบายอาการที่เป็นอยู่จะค่อนข้างยาก

สำหรับเด็ก เนื่องจากเด็กยังไม่มีความเข้าใจต่อโรค ไม่เข้าใจสภาวะของตัวเอง และไม่รู้จะสื่อสารอาการของตัวเองออกไปอย่างไร ดังนั้นผู้ปกครองอาจวินิจฉัยโรคได้จากการสังเกตพฤติกรรมของเด็ก ซึ่งมักพบว่าเด็กจะเสียทักษะทางพัฒนาการบางอย่างที่เคยทำได้และมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างน้อยลง


เครียด ,เด็กเครียด ,PTSD ,จิตใจเด็ก ,Post-traumatic Stress Disorder

สาเหตุของ 'โรค PTSD'

1. เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงที่กระทบต่อจิตใจ
2. ถูกทำร้ายร่างกาย หรือล่วงละเมิดทางเพศ
3. อยู่ในเหตุการณ์ ที่เห็นบุคคลใกล้ชิดบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
4. ปัญหาสุขภาพจิต เช่น โรคซึมเศร้า หรือโรควิตกกังวล เป็นต้น


อาการที่อาจพบใน 'โรค PTSD'

1.อาการทางร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ หัวใจเต้นเร็ว เป็นต้น
2.เห็นภาพเหตุการณ์ซ้ำ หรือฝันร้ายถึงเหตุการณ์นั้น
3.สภาวะทางอารมณ์เปลี่ยนไปมีความรู้สึกผิด แปลกแยกจากสังคม
4.หลีกเลี่ยงสถานที่หรือสิ่งทีทำให้นึกถึงเหตุการณ์นั้นๆ


การป้องกัน 'โรค PTSD'
 

  • สำหรับคุณพ่อคุณแม่

1. หลังประสบเหตุการณ์ร้ายแรง ต้องรีบเข้ารับการรักษาจากแพทย์
2. เปิดใจกับคนสนิท ที่พร้อมจะรับฟังปัญหา
3. ฝึกทำสมาธิ ด้วยการนั่งสมาธิ เล่นโยคะ หรือนวดเพื่อให้รู้จักผ่อนคลาย
 

เครียด ,เด็กเครียด ,PTSD ,จิตใจเด็ก ,Post-traumatic Stress Disorder

 

สำหรับเด็ก

 

1.การบำบัดทางจิตใจ

เด็กที่ป่วยมักจะมีอาการหลีกเลี่ยงเพื่อปกป้องตนเองจากความรู้สึกเจ็บ ปวดและไม่สบายใจที่มีผลต่อการดำเนินชีวิต ทำให้ดูเหมือนเด็กไม่มีอาการจึงไม่มารับการบำบัด การรักษาทำได้ด้วยการให้ความรู้สุขภาพจิต การผ่อนคลายร่างกายและอารมณ์ ให้เด็กได้เผชิญกับสิ่งที่กลัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยที่เด็กได้รับการฝึกวิธีสร้างความมั่นคงทางจิตใจด้วย แล้วปรับเปลี่ยนความคิดที่ทำให้เกิดความกังวล และฝึกการจัดการกับอารมณ์ ซึ่งในผู้ป่วยเด็กอาจจะใช้วิธีวาดภาพระบายสี หรือใช้งานศิลปะเป็นสื่อใช้แสดงความรู้สึกต่างๆ ออกมา และเด็กสามารถเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ให้ฟังได้หากเด็กต้องการเล่าเอง โดยไม่พยายามกระตุ้นให้เด็กเล่าเรื่องซ้ำๆ หากเด็กยังไม่รู้สึกปลอดภัยเพียงพอ

 

2.การรักษาด้วยยา

นอกเหนือจากการรักษาด้วยการบำบัดทางจิตใจแล้ว จิตแพทย์อาจให้ยาในกลุ่มยาแก้ซึมเศร้าร่วมด้วย โดยยากลุ่มนี้ต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์จึงจะเริ่มออกฤทธิ์ และต้องรับประทานยาต่อเนื่องควบคู่กับการทำจิตบำบัดไปด้วย

 

สรุปแล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองมีส่วนสำคัญที่จะทำให้เด็กหายจากอาการ PTSD หากพ่อแม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาการเหล่านี้ก็จะช่วยเด็กในเรื่อง การปรับตัว ทำให้เด็กรู้สึกมั่นคงปลอดภัย ลดตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดความเครียด และเป็นที่ปรึกษาในสถานการณ์ที่เด็กอาจกังวลและต้องการความช่วยเหลือ

 

แพทย์หญิง ชนม์นิภา แก้วพูลศรี  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์ สาขาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 2

รู้จัก โรควัณโรค ติดง่ายแค่หายใจ ทุกคนเสี่ยงเป็นได้ ให้สังเกตอาการตามนี้

โรควัณโรค-โรคเด็ก-โรคในเด็ก-วัณโรค 

"วัณโรค" ทุกคนมีโอกาสที่จะเป็นได้ เพราะฉะนั้นเราอยากให้ตื่นตัวกันมากขึ้น จากข้อมูลองค์การอนามัยโลกในไทยปี 2560 พบคนไข้วัณโรคกว่า 80,000 ราย 83% เป็นวัณโรคในปอด 17% เป็นวัณโรคนอกปอด เช่น กระดูก อวัยวะต่างๆ และ 1 ในวัณโรคนอกปอด ที่พบน้อยกว่า 1% จะพบวัณโรคด้านหลังโพรงจมูก ถือเป็นกรณีที่ไม่ปกติ พบน้อยมาก เพราะมีร่างกายปกติทุกอย่าง เราจะมาทำความรู้จักวัณโรคให้มากขึ้นกันค่ะ

วัณโรค คืออะไร?

วัณโรคคือเชื้อโรคชนิดหนึ่ง ที่ทำลายร่างกายคนเราแบบช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้เหมือนกับแบคทีเรียอื่นๆ ที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายปุ๊บ ก็แสดงอาการให้เห็นทันที โดยส่วนใหญ่แล้ววัณโรคจะอาศัยอยู่ในปอด วัณโรคจริงๆ แล้วก่อโรคได้ทั้งในมนุษย์และสัตว์ โดยมีอยู่ด้วยกันหลายสายพันธุ์ แต่ที่พบได้บ่อยในคนเราและเป็นที่รู้จักกันดีก็คือ “TB” ซึ่งพวกนี้เชื้อประจำท้องถิ่นเรา ดังนั้น ทุกคนล้วนมีโอกาสเป็นวัณโรคได้เหมือนกันหมด และจะเป็นเมื่อไรก็ได้ ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของแต่ละคนและปริมาณเชื้อที่ได้รับ

อาการของวัณโรค?

ไอเรื้อรัง โดยเป็นได้ทั้งไอแห้ง และไอแบบมีเสมหะ จะเป็นเสมหะเหลืองหรือเขียว ก็มีโอกาสเป็นวัณโรคได้หมด หรือจะไอเป็นเลือดนี่ก็ใช่ มีไข้ เหงื่อออก น้ำหนักลด และที่สังเกตได้ง่ายๆ อีกอย่างคือ การมีไข้แบบเฉพาะในตอนกลางคืน ถือว่าเข้าข่ายน่าสงสัยเลยว่าเป็นสัญญาณของวัณโรค ควรรีบมาตรวจคัดกรองและปรึกษาแพทย์โดยด่วน

ใครบ้างมีโอกาสเสี่ยงเป็นวัณโรค?

คนที่ภูมิต้านทานไม่ดี คนโภชนาการไม่ดี ผอม แห้ง อ้วนน้ำหนักเกิน คนที่ป่วยเป็นโรคปอดอยู่แล้ว เสี่ยงมาก เพราะได้รับเชื้อปุ๊บปอดก็อาจทรุดได้เลยทันที  คนชอบสูบบุหรี่ คนทำงานในสายอาชีพที่กระตุ้นให้มีโอกาสเกิดวัณโรคได้ง่าย เช่น คนทำเหมืองแร่ คนงานที่ก่อสร้าง อยู่กับหิน กับฝุ่น กับมลพิษ

เมื่อตัวเองเป็นวัณโรค ต้องทำอย่างไร?

ห้ามแพร่เชื้อ เรามีหน้าที่ในการไม่แพร่เชื้อวัณโรคไปสู่ผู้อื่น” ทั้งนี้ ภายใน 2 อาทิตย์แรกเราต้อง “แยกตัวเอง” ออกจากผู้คนและชุมชน ต้องใส่ผ้าคลุมปิดปาก จะไอ จาม ธรรมดาไม่ได้ ต้องไอจามใส่ผ้า หรือกระดาษชำระ แล้วห่อเก็บทิ้งให้เรียบร้อย แยกจานแยกช้อน เพราะวัณโรคสามารถติดต่อได้ทางน้ำลาย เวลารับประทานอาหารเสร็จแล้ว เราก็ต้องล้างส่วนตัวของเราไม่นำไปปนกับคนอื่น ไม่ควรไปทำงานในช่วง 2 อาทิตย์แรกเด็ดขาด เพราะมีโอกาสสูงที่เราจะไปแพร่เชื้อให้กับคนอื่น แต่หลังจาก 2 อาทิตย์ไปแล้วนั้น สามารถกลับไปทำงานได้ เพราะโดยหลักการแล้วยาที่ได้รับในช่วงแรก เมื่อครบ 2 อาทิตย์ จะทำให้ความสามารถในการแพร่เชื้อลดน้อยลงจนแทบจะไม่มีเหลือ

วัณโรครักษาหายไหม?

ในวงการแพทย์มีเพียงไม่กี่โรคเท่านั้นที่หมอสามารถตอบได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า “รักษาหายได้” หนึ่งในนั้นคือ โปลิโอ และสองคือ “วัณโรค” ดังนั้น สิ่งที่อยากจะบอกให้คนไข้ทุกคนสบายใจก็คือ วัณโรคเป็นได้ แต่ก็สามารถรักษาหายได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่ใช่วัณโรคดื้อยา และคนไข้ไม่ดื้อเอง ทานยาตามแพทย์สั่งสม่ำเสมอ

วิธีดูแลปอดตัวเอง ทำได้อย่างไรบ้าง?

หาอากาศดีๆ ให้ปอด ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงอากาศที่ไม่ดี หลีกเลี่ยงควันเขม่า อย่างควันรถ บ้านเรานั้น เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง เพราะเป็นอันตรายต่อปอดแน่นอน พาตัวเองไปอยู่กับธรรมชาติบ้าง พักปอดจากมลพิษในเมืองบ้าง ปอดก็เหมือนกับเครื่องฟอกอากาศ เลือดทั้งร่างกาย สูบขึ้นหัวใจ หัวใจยิงเข้าสู่ปอด เพื่อมาฟอก เพื่อมารับออกซิเจน แล้วนำกลับไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ดังนั้น ถ้าเราไม่ดูแลเครื่องฟอกอากาศในตัวเรา ก็คงเป็นเรื่องยากที่ชีวิตนี้เราจะได้สูดลมหายใจอย่างมีความสุขสดชื่นแบบเต็มปอดได้

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : นพ.วินัย โบเวจา อายุรแพทย์ คลินิกอายุรกรรมโรคปอด โรงพยาบาลพญาไท 3  www.phyathai.com

 

ลองเลย! 5 กิจกรรมกระตุ้นลูกฉลาด พัฒนาการสมวัย

กิจกรรม-กิจกรรมครอบครัว-ของเล่นเสริมพัฒนาการ 

ความฉลาดของลูกเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยค่ะ ส่วนหนึ่งมาจากพันธุกรรมและการเตรียมความพร้อมของคุณพ่อคุณแม่ก่อนการตั้งครรภ์ เช่น การตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ เพื่อหาโรคทางกรรมพันธุ์และความเสี่ยงต่างๆ หรือการรับประทานอาหารและวิตามินที่มีประโชยน์ รวมถึงการผ่อนคลายความเครียดในระหว่างครรภ์ ซึ่งส่งผลให้ลูกมีความพร้อมที่จะเรียนรู้โลกภายนอก

นอกจากกรรมพันธุ์ที่เป็นพื้นฐานตั้งแต่แรกเกิดแล้ว การเลี้ยงดูและการส่งเสริมของคุณพ่อคุณแม่เพื่อกระตุ้นให้ลูกฉลาดก็สำคัญค่ะ เราลองมาดูกันว่ามีเคล็ดลับอะไรบ้างที่ช่วยกระตุ้นและส่งเสริมให้ลูกฉลาดได้อย่างต่อเนื่องและเห็นผล

5 กิจกรรมกระตุ้นลูกฉลาด พัฒนาการสมวัย

1.เลือกหนังสือให้เด็กอ่าน 

ผลวิจัยใหม่ที่ได้ข้อมูลจากการสแกนสมองของเด็กวัย 3-5 ขวบด้วย functional MRI พบว่าสมองซีกซ้ายมีการตื่นตัวในหลายตำแหน่งเมื่อเด็กฟังเรื่องเล่าจากผู้ใหญ่หรืออ่านหนังสือ ซึ่งบริเวณของเนื้อสมองที่ว่านี้เกี่ยวข้องกับความจำ,ความคิดและความเข้าใจศัพท์

เรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Pediatrics โดยพบว่าเด็กที่มาจากครอบครัวรักการอ่านหรือเล่านิทานให้กันฟังจะมีกิจกรรมในสมองส่วนนี้สูงกว่าซึ่งจะช่วยในการเรียนรู้ของเด็กในอนาคต

หนังสือดีๆ เพื่อลูกรัก ได้ที่ : www.raklukeselect.com/landing

 

2.เป็นอาจารย์ด้านภาษาศาสตร์ 

คุณพ่อคุณแม่คือครูที่ใกล้ชิดลูกได้ดีที่สุด การรู้ภาษาที่ช่วยสมองเด็กนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นภาษาต่างชาติเสมอ แต่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่เก่งนั้นสามารถนำเอาภาษาไทยนี่เองมาช่วยสร้างสมองให้เด็ก ด้วยการเช็กสเปลลิ่งหรือเล่นเกมสะกดคำจากวรรณคดีไทย

อย่างพระอภัยมณี หรืออิเหนา ที่เอามาเล่าสนุก เพิ่มสีสันด้วยการวาดกราฟฟิกลงบนแท็บเล็ตก็ได้ ดังในการศึกษาที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ 2 ภาษาพบว่ามันช่วยไปถึงเนื้อสมองในการเรียนรู้ต่อไปในอนาคตทั้งรูปธรรมและนามธรรม

 

3.อย่าขาดการเล่นให้เหมาะกับเพศ 

การให้เด็กผู้หญิงเล่นตุ๊กตาและเด็กผู้ชายเล่นรถนั้นถือเป็นการเล่นแบบช่วยสมองได้ เพราะมันช่วยใส่ความรู้สึกประทับใจลงในหัวใจที่ยังเยาว์ ให้เข้าใจบทบาทแต่ละเพศเมื่อเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างเหมาะสม

มีรายงานถึงการเพิ่มระดับ "ฮอร์โมนรัก" หรืออ็อกซิโทซินจากสมองของเด็กหญิงที่สมมติตัวเองเป็นแม่แล้วดูแลตุ๊กตาดุจลูกน้อย ซึ่งอ็อกซิโทซินนี้จะช่วยให้เด็กหญิงเติบโตขึ้นเป็นสาวที่ "รู้จักรัก" อยากมีลูกและถนอมครอบครัวไว้ได้อย่างเป็นสุข    

 

4.ใช้เพจออนไลน์ให้เป็นประโยชน์ 

โทษของเพจออนไลน์กับจิตใจเด็กนั้นมีมาก หากใช้ไม่ถูก! แต่ถ้าอยากปลูกฝังสิ่งดีให้ในยุคนี้ก็ไม่ต้องหนีสื่อออนไลน์ แต่ขอให้รู้จักใช้ให้เหมาะ เช่น ถ้าลูกจะดูคลิปต่างๆ อย่างช่องของดาราหรือว่าคลิปแรงๆหนักๆก็ขอให้คุณพ่อคุณแม่คุณครูช่วยใส่ความรักลงไป

อย่าให้เขาคล้อยตามไปกับแอดมินเพจรุนแรง เพราะจะทำให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวเป็นผลลัพธ์ดังงานวิจัยจาก Ohio State U ได้ศึกษาไว้ ให้เราคอยสอนว่าถ้านำเสนออย่างนี้อาจมีคนเข้ามาดูแต่หนูก็จะไม่ใช่คนน่ารักในสายตาของโลกโซเชียลเสมอไปเพราะความรุนแรงมันไม่ใช่ของยั่งยืนและจะได้รับผลร้ายตอบเป็นต้น

 

5.โปรดใช้วาจาเมตตาและให้อภัย 

ถ้าอยากให้ลูกดีมีวิธีเริ่มที่ง่ายที่สุดคือคุณพ่อคุณแม่เริ่มวันใหม่ด้วยการคุยกันอย่างพูดหวานขานเพราะมีครับมีค่ะลงท้าย แม้คุยกับแม่บ้านหรือพนักงานเสิร์ฟอาหารก็เอ่ยปากกับเขาอย่างให้เกียรติไม่มีเลือกปฏิบัติอย่างนี้จะจัดระเบียบให้สมองของเด็กพัฒนาไปในทางดี

แม้จะมีพ่อแม่รุ่นใหม่คิดว่าคุยกันด้วยภาษาห้าวอย่างไรก็ได้ไม่มีใครเขาถือแล้ว แต่ขอให้รู้ว่าคำพูดที่เพราะนั้นมันมีผลกับจิตใจเด็กมาก ด้วยวลีที่เอ่ยเป็นบวกนั้นมันจะประทับลงในจิตใจของทั้งผู้พูดและผู้ฟังให้อ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว และเมื่อทำไปบ่อยๆเข้าจนติดเป็นนิสัยก็จะทำให้กลายเป็นคนอ่อนโยน ข้อสำคัญคือทำให้เด็กนั้นโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่หาความสุขให้หัวใจได้ง่ายขึ้น

 

สิ่งสำคัญที่สุดในการเลี้ยงลูกในปัจจุบันไม่ใช่แค่เพียงความฉลาดค่ะ แต่ลูกเรายังต้องประสบความสำเร็จอย่างมีความสุข รู้จักช่วยเหลือผู้อ่าน และสามารถเอาตัวรอดในสังคมได้เป็นอย่างดี แม้ลูกเราจะไม่เป็นที่หนึ่งในทุกๆ เรื่อง ขอเพียงแค่เขาสามารถใช้สิ่งที่เรียนรู้และได้รับการส่งเสริมอย่างถูกต้อง เขาก็เป็นเด็กฉลาดแล้วล่ะค่ะ

 

ที่มา : นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ชะลอวัย

ลูกขาดความคิดสร้างสรรค์! เพราะอะไร

การเลี้ยงลูก-ความคิดสร้างสรรค์-พัฒนาการ-ศิลปะ 

หลายครั้งในทุกวันนี้เรามักมองไปที่เด็ก ๆ รุ่นใหม่ แล้วแปะป้ายว่าทำไมเด็ก ๆ จะคิด จะทำอะไรก็ขาดความคิดสร้างสรรค์ ไม่รู้จักคิดอะไรนอกกรอบกันบ้างเลย แล้วผู้ใหญ่อย่างเราเคยคิดบ้างไหมว่า ส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมให้เด็ก ๆ เติบโตขึ้นมาก็จากส่วนหนึ่งของพวกเราเองที่เผลอไผลปิดกั้น หรือผิดพลาดในการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาในวัยเยาว์

 

เรามาดูความผิดพลาด 4 แบบที่จำกัดความคิดสร้างสรรค์เด็ก ๆ ไปโดยไม่รู้ตัวกันค่ะ
  • การให้รางวัล :

มีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่าการให้รางวัลกับเด็กเป็นการยับยั้งการค้นคว้าและจินตนาการของเด็ก เด็กๆ จะใช้ความพยายามอย่างเต็มที่แค่พอได้รางวัลหรือของตอบแทนเท่านั้น แล้วก็จะไม่ผลักดันตัวเองให้ทำต่อไป รางวัลหรือดาวในสมุดไม่ได้เพิ่มความคิดสร้างสรรค์ให้เด็กๆ แต่ว่าเราต้องสร้างให้เขามีแรงขับเคลื่อนมากพอในการการทำกิจกรรมด้วยความสนุก และความคิดสร้างสรรค์ก็จะเกิดขึ้นไม่สิ้นสุด

 

  • เป็นเงาตามตัว :

การอยู่เคียงข้างเด็กๆ มากเกินไป คอยจัดการในทุก ๆ เรื่อง โดยคิดว่านั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเป็นความรัก หวังดี และเป็นห่วง นี่จะทำให้เด็ก ๆ ไม่ได้เรียนรู้กับบทเรียน หรือความผิดพลาดเมื่อเขาโตขึ้น และจะเป็นทางหนึ่งที่จำกัดความคิดของเด็ก ๆ ให้กลัวและไม่กล้าคิดอะไรนอกกรอบ

 

  • ทางเลือกที่จำกัด! :

ต้องยอมรับว่าเราให้เด็ก ๆ อยู่ในระบบที่สอนพวกเราเขาว่า "มีคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียว" เขาจะคิดผิดไปจากสิ่งที่ผู้ใหญ่คิดไม่ได้ การให้เขาได้เลือก ได้สำรวจเป็นหัวใจสำคัญของการคิดนอกกรอบ เด็กจะมีความคิดสร้างสรรค์ได้ เด็กควรจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เขารู้สึกอิสระที่จะได้เลือก และได้ทำอะไรใหม่ ๆ ด้วยตัวเอง โดยไม่ถูกบีบแค่ทางเลือก หรือคำตอบเดียวเท่านั้น

 

  • ตารางที่อัดแน่น :

พ่อแม่หลายคนจัดกิจกรรมมากมายเต็มที่ให้กับลูก ๆ โดยที่เข้าใจว่าลูก ๆ ต้องการ หรือลูก ๆ ก็มีความสุขดี แน่นอนว่าเด็ก ๆ อาจจะไม่ได้แสดงอาการเบื่อหน่าย แต่กิจกรรมหรืออะไรที่ล้นมากเกินก็ไม่เป็นผลดีทั้งนั้น ผู้ใหญ่อย่างเรายังต้องการเวลาพัก หยุดชาร์จแบต การมีเวลาให้เด็ก ๆ ได้พักจะช่วยให้เขาได้ผ่อนคลาย และเพิ่มจินตนาการให้เขาบรรเจิด

 

ลูกขี้อาย ชอบกลัวใช่ไหม มารู้ 7 วิธี สอนให้ลูกไม่กลัวการเข้าสังคมกันเลย

การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก 

พอถึงวัยของลูกที่ต้องเรียนรู้การอยู่กับผู้อื่น พ่อแม่คือคนสำคัญที่เป็นตัวอย่างให้ลูกได้นะคะ การสอนให้ลูกรู้ว่าโลกนี้ยังมีคนอื่นๆ อีกมากมายที่วัยเดียวกับเรา โตกว่าเรา แตกต่างกับเรา แต่เราอยู่ร่วมกันได้ ฉะนั้นการสอนให้ลูกเข้าสังคมตั้งแต่ยังเล็กๆ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี อนาคตลูกเข้าโรงเรียนก็จะเจอสังคมที่ใหญ่ขึ้น จะได้เข้ากับผู้อื่นได้ค่ะ

7 วิธี เริ่มสอนลูกเล็กๆ ให้เข้าสังคมแบบง่าย ๆ 

1. สอนให้ลูกรู้จักอารมณ์ตัวเองก่อน

โดยถามความรู้สึกของเขาต่อเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าบ่อยๆ และถ้าพ่อแม่รู้สึกโกรธลูก ก็ควรบอกความรู้สึกไปตรงๆ เพื่อให้ลูกรู้จักอารมณ์ตัวเอง และเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นด้วย

2. สอนให้รู้จักมารยาทพื้นฐาน

ต้องสอนมารยาทสังคมแบบง่ายๆ ก่อนเลย ด้วยการให้ลูกรู้จักไหว้ สวัสดี ขอบคุณ ขอโทษ โบกมือบ๊ายบายลา คุณพ่อคุณแม่ต้องทำให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่างบ่อยๆ จนลูกติดเป็นนิสัย ต่อไปลูกก็จะทำได้เองโดยคุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องสั่ง

3. สอนให้ลูกรู้จักขออนุญาต

เมื่อลูกเริ่มเรียนรู้ว่าของทุกอย่างมีเจ้าของเสมอ หากลูกหยิบข้าวของคนอื่นมาเล่น คุณพ่อคุณแม่ต้องอธิบาย ว่านี่เป็นของเขา และนี่ของหนู หากอยากเล่นให้ขออนุญาตคนอื่นเสมอ

4. พูดคุยกับลูกบ่อยๆ

เล่าเรื่องเพื่อน ญาติ คนอื่นๆ ให้ลูกฟังบ้าง เช่น แม่ไปกินข้าวกับเพื่อนมา ชื่อน้าเชอร์รี่ น้าเชอร์รี่เป็นคนน่ารักมาก ลูกต้องอยากรู้จักแน่เลย เป็นการบอกเล่าว่ายังมีเพื่อนคนอื่นๆ ที่ลูกต้องได้รู้จักในวันข้างหน้า พอไปเจอจะได้ไม่ตื่นกลัวมาก

5. พาไปรู้จักคนรอบข้าง

หลังจากเล่าเรื่องน่ารักๆ ของเพื่อน และญาติให้ลูกฟังแล้ว ก็ต้องพาลูกไปรู้จัก ไปเยี่ยมญาติ ไปเล่นกับเด็กวัยเดียวกัน เพื่อหัดเข้าสังคมเล็กๆ แบบครอบครัว เพื่อที่วันข้างหน้าลูกจะได้เข้าสังคมที่ใหญ่ขึ้นเป็น

6. ให้ผู้ใหญ่สร้างความคุ้นเคยก่อน

พ่อแม่ต้องเข้าใจ เมื่อลูก "กลัวคนแปลกหน้า" เพราะเป็นวัยของลูก ลูกจะไม่ยอมให้ใครอุ้ม ไม่เข้าใกล้คนอื่น ไม่มองหน้าคนแปลกหน้า พ่อแม่อย่าเป็นกังวล หรือบังคับลูกให้เข้ากับคนอื่นมากไป ให้ใช้วิธีผู้ใหญ่เป็นคนเข้าหาแทน ค่อยๆ สร้างความคุ้นเคยทีละน้อย เดี๋ยวก็คุ้นเคยเอง

7. มีโอกาส ก็ควรทดสอบการเข้าสังคมลูก

หากลูกไม่มีอาการกลัวคนแปลกหน้าแล้ว และสามารถเล่นกับคนอื่นได้บ้าง คุณพ่อคุณแม่อาจจะหลบออกมาให้พ้นสายตาลูกสักพัก ถ้าลูกยังร้องหาคุณก็ค่อยลองใหม่ภายหลัง หรือบางครั้งอาจเดินเข้าเดินออกจากห้องเพื่อให้ลูกมั่นใจว่า ถึงแม้แม่ไม่อยู่ แต่อีกเดี๋ยวก็คงกลับมา

นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรจะสอนให้ลูกรู้จักให้และรับอย่างเหมาะสมตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กนะคะ เพราะเวลาเข้าโรงเรียนแล้วเขาจะได้เข้าสังคมที่ใหญ่ขึ้น การมีน้ำใจรู้จักแบ่งปัน คือการเริ่มต้นการเข้าสังคมที่ดีเลยค่ะ อย่าปล่อยให้ลูกกลัวการเข้าสังคมนะคะ

 

 

ลูกขี้โม้ ขี้อวด เป็นแค่พัฒนาการหรือพฤติกรรมเลียนแบบ พ่อแม่จะรับมืออย่างไร

 เด็กขี้โม้ ขี้อวด-เด็กขี้โม้-เด็กขี้อวด-ลูกชอบอวด-ลูกขี้โม้-แก้นิสัยเด็กชอบอวด-แก้นิสัยเด็กชอบโม้-คนชอบอวด-โรคขี้อวด-นิสัยคนขี้อวด-เลิกนิสัยขี้อวด-วิธีรับมือคนขี้อวด-เข้าสังคมยาก-ทำอย่างไรลูกเป็นคนขี้อวดขี้โม้

ลูกเราขี้โม้กับเด็กคนอื่นๆ เก่งมาก ช่างไม่ธรรมดาจริง ๆ แต่บางครั้งก็มากเกินไปหน่อย ก็กระทบการเข้าสังคมเหมือนกัน

ลูกขี้โม้ ขี้อวด เป็นแค่พัฒนาการหรือพฤติกรรมเลียนแบบ พ่อแม่จะรับมืออย่างไร

เคยไหมคะ? ลูกหลานเรานี่ขี้โม้กับเด็กคนอื่น ๆ เก่งมาก เช่น เรามีหุ่นยนต์ตัวใหญ่มาก ใหญ่เท่าบัมเบิ้ลบีเลยนะ, เรามีตุ๊กตาบาร์บี้เยอะมาก มีเป็นร้อยเลย, เราวาดรูปสวยกว่าตั้งเยอะ, เราได้ที่หนึ่งแหละ โอ้โห! ลูกหลานเรานี่ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ บางครั้งเราก็แอบขำกับสิ่งที่เด็กๆ โม้ หรือ ขี้อวดออกมา

แต่ไม่ใช่เรื่องแปลกนะคะ ที่หนูน้อยวัย 3-6 ปี จะชอบอวด หรือ เล่าเรื่องเกินเบอร์ไปหน่อย เพราะวัยนี้มีพัฒนาการทางภาษา มีความรู้รอบตัว และภูมิใจในตัวเองมากขึ้น จนต้องนำมาพูด แต่บางครั้งก็มากเกินไปหน่อย อาจกระทบต่อลักษณะนิสัยและการเข้าสังคมเหมือนกัน อย่างนี้ต้องหาวิธีรับมือแต่พอดีพองามแล้วค่ะ

 

สาเหตุที่เด็กๆ ชอบพูด ช่างคุย ชอบโม้ 

1. เด็กวัยนี้กำลังช่างพูดช่างจา

เด็กวัยนี้มีความเป็นตัวของตัวเองแล้ว เลือกเสื้อผ้าใส่เองได้ เลือกของกินเองได้ แถมชอบแข่งขันกับเด็กคนอื่นๆ ไม่ว่าจะกินข้าว เล่นสนุก หรือพูดคุย เค้าชอบการเปรียบเทียบและไม่อยากแพ้ใครเลยค่ะ

2. เป็นไปตามสภาพแวดล้อม

นอกจากเป็นไปตามพัฒนาการแล้ว ก็ยังเป็นเพราะสิ่งแวดล้อมได้เหมือนกัน เช่น ในโรงเรียนชอบมีการแข่งขัน กลุ่มเพื่อนชอบแย่งกันเป็นที่หนึ่ง พ่อแม่ชอบโอ้อวด เป็นต้นค่ะ

 

เด็กขี้โม้ ขี้อวด-เด็กขี้โม้-เด็กขี้อวด-ลูกชอบอวด-ลูกขี้โม้-แก้นิสัยเด็กชอบอวด-แก้นิสัยเด็กชอบโม้-คนชอบอวด-โรคขี้อวด-นิสัยคนขี้อวด-เลิกนิสัยขี้อวด-วิธีรับมือคนขี้อวด-เข้าสังคมยาก-ทำอย่างไรลูกเป็นคนขี้อวดขี้โม้

วิธีรับมือกับหนูน้อยจอมขี้โม้

1. บอกลูกไปตรง ๆ

หากลูกกำลังเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น และโม้ว่าดีกว่าและเก่งกว่าเพื่อน ให้คุณพ่อคุณแม่พูดไปตรงๆ ว่า พ่อแม่รู้ว่าหนูเก่ง แต่คนอื่นคงไม่ชอบที่หนูบอกว่าตัวเองดีและคนอื่นไม่ดี ตัวเองเก่งและคนอื่นไม่เก่งหรอกลูก ถ้าหนูพูดบ่อยๆ เพื่อนจะไม่ชอบและไม่อยากเล่นกับหนูนะ ลองมองเพื่อนตอนที่ลูกพูดสิ เพื่อนมีอาการอย่างไรล่ะ แบบนี้ลูกจะลองสังเกตและเรียนรู้ได้ว่าเพราะเขาพูดไม่น่ารัก เพื่อนจึงไม่อยากเล่นด้วย

2. ทำให้เพื่อนประทับใจ ดีกว่าอวด

สอนลูกทำให้เพื่อนประทับใจแทนที่จะโอ้อวดความเก่ง ความดีของตัวเอง เช่น ลูกวาดรูปสวยได้คะแนนดีกว่าเพื่อน แทนที่จะอวดว่าเก่งกว่า ให้ลูกบอกวิธีวาดรูปให้สวยกับเพื่อนจะดีกว่า หรือ ลูกได้ของเล่นใหม่ ให้ชวนเพื่อนมาเล่นด้วยกัน แทนที่จะอวดของเล่นใหม่กับเพื่อน สร้างความประทับใจให้เพื่อน น่าภูมิใจกว่าอวดอีกนะคะ

3. สอนหนูน้อยด้วยความใจดี

เมื่อลูกโอ้อวด คุณพ่อคุณแม่ต้องบอกลูกด้วยรอยยิ้ม น้ำเสียงนุ่มนวล ค่อยๆ สอนไปเรื่อยๆ อย่าไปบังคับให้ลูกทำ และเมื่อสอนลูกแล้ว ควรจบท้ายประโยคการสอนว่า ลูกอยากลองทำดูไหม ลูกอยากลองพูดดูไหม ให้เป็นการถามตอบไปในตัว เพราะความคิดเห็นของลูกสำคัญมากที่สุดค่ะ

4. พูดคุยกับลูกเสมอ

คอยถามเรื่องที่โรงเรียนในทุกๆ วัน ว่าวันนี้กินข้าวกับอะไร เล่นกับเพื่อนคนไหน วันนี้งอนใครหรือเปล่า เพื่อที่จะได้ติดตามพฤติกรรมลูก เค้าจะเล่าให้ฟังตามประสาเด็กเองค่ะ และคุณพ่อคุณแม่ก็ค่อยๆ สอนไปจากเรื่องที่ลูกเล่า วัยอนุบาล 3 ไม่เล็กเกินไปที่จะเรียนรู้ว่าเขาควรปรับตัวอย่างไร เพียงพ่อแม่ต้องอดทนคอยสอนเสมอนะคะ  

 

ปรับลดนิสัยกันได้ตั้งแต่เด็กก็ควรทำนะคะ เพราะถ้าโตไปแล้วยังขี้โม้ ขี้อวดอยู่ละก็ มีเพื่อนยาก เข้าสังคมยาก แน่ ๆ ค่ะ

ลูกควรไปโรงเรียนตอนอายุเท่าไหร่? ถึงจะดีที่สุด

 5051

ลูกควรไปโรงเรียนตอนอายุเท่าไหร่? ถึงจะดีที่สุด

 
สมองของเด็กมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมาก โดยเฉพาะช่วง 0-5 ปีแรก ซึ่งหากเทียบการเติบโตสมองเป็นต้นไม้ กิ่งก้านสาขาจะแตกกิ่งมากมายจนทางการแพทย์เรียกว่า รากประสาท แต่ขณะเดียวกันธรรมชาติของการเจริญเติบโตของสมองจะมีการตัดริดกิ่งของรากประสาท ให้พัฒนาเฉพาะสิ่งที่ได้เรียนรู้ในวัย 2-5 ปี และเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ จนโต
 
การเรียนรู้ของเด็ก ตามพัฒนาการมาจากการหลอมรวมกันของการกระตุ้นประสาทสัมผัส ซึ่งในเด็กเล็กเรียนรู้ได้ตั้งแต่ที่บ้านผ่านการสัมผัส การเล่น การมีกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะ 4 ด้าน ได้แก่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ภาษา สังคม และอย่าลืมว่าเด็กที่มีรากประสาทเติบโตมากมาย ก็มาจากระบบการศึกษาและตัวอย่างในสังคมที่เด็กรับรู้ด้วย ดังนั้นการเรียนของเด็กวัย 0-5 ปีเรียนรู้ได้ทั้งจากที่บ้านและนอกบ้าน
 
พื้นฐานและตัวอย่างในครอบครัวจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ของเด็ก ควรได้รับการปลูกฝังที่ดีจากครอบครัวที่อบอุ่น และมีความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาลูกในมุมของพัฒนาการเด็ก ดังนั้นหากครอบครัวที่ไม่พร้อม ไม่มีเวลา ขาดการดูแลที่ไม่เหมาะสมตามวัยก็อาจทำให้เด็กมีพัฒนาล่าช้า ไม่พร้อมสำหรับการเรียนรู้ในโรงเรียนร่วมกับเด็กคนอื่น
 
การตัดสินใจให้เด็กเข้าเรียน ควรคำนึงถึงพัฒนาการทางอารมณ์ด้วย เด็กในวัยก่อน 3 ขวบ โดยปกติทางพัฒนาการจะกลัวคนแปลกหน้า และกลัวแยกจากผู้เลี้ยงดู การเข้าโรงเรียนเร็วกว่า 3 ขวบ อาจจะส่งผลทำให้เด็กเกิดความวิตกกังวลจากการแยกจาก (Separation Anxiety) ซึ่งบางคนงอแงมาก ปวดท้อง อาเจียน ฉี่ราด อึราด ก้าวร้าว อาละวาด หรือมีพฤติกรรมไม่พูด ต่อต้าน ก็มี ซึ่งหากเด็กมีอาการเหล่านี้ควรไปพบกุมารแพทย์หรือจิตแพทย์เด็กเพื่อรับคำปรึกษาดูแล
 
ดังนั้นเด็กควรจะพิจารณาการเข้าโรงเรียนหลังอายุ 3 ขวบ เด็กบางคนก็ยังมีอาการไม่พร้อมจะไปเรียนได้บ้าง ปัจจัยที่จะเกื้อหนุนให้เด็กปรับตัวได้ ได้แก่ บ้านและโรงเรียน ต้องร่วมมือกันช่วยให้เด็กมั่นใจและมีความพร้อมกายใจในการรับความรู้จากโรงเรียน ซึ่งการเรียนของเด็กเตรียมอนุบาลและอนุบาล ควรเน้นไปที่พัฒนาการเพราะสมองของเด็กเป็นวัยที่กำลังพัฒนาได้รวดเร็วมาก การเรียนควรเรียนรู้ผ่านการเล่น ไม่ควรเน้นวิชาการมากเกินไปจะทำให้เด็กได้รับความเครียด กดดันและเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ในอนาคต และที่สำคัญหากระบบการเรียนการสอนไปทำร้ายเด็ก เช่น บังคับให้เขียน บังคับให้กิน ทำโทษรุนแรง เป็นต้น ก็จะทำให้เด็กเกิดอารมณ์เครียดมาก สมองของเด็กจะจำได้และปิดกั้นการเจริญเติบโตของรากประสาท ทำให้ไม่อยากเรียนหนังสือในระบบได้
 
 
สรุปว่า เด็ก 0-5 ปีรากประสาทในสมองเจริญเติบโตได้เร็ว การเห็นและมีประสบการณ์ที่ดีจะทำให้เด็กมีพัฒนาการดีสมวัย สำหรับเรื่องพัฒนาการร่างกาย ทางอารมณ์และความคิด เด็กควรเข้าสู่ระบบโรงเรียนนอกบ้านหลัง 3 ขวบ
 
 
 
รักลูก Community of The Experts
 
นพ.ธันวรุจน์   บูรณสุขสกุล
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพระรามเก้า

ลูกจะเลิกติดมือถือได้ พ่อแม่ต้องเริ่มจาก 5 ข้อนี้ ทำได้! ลูกพัฒนาการกลับมาดี

การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก 

ลูกจะเลิกติดมือถือได้ พ่อแม่ต้องเริ่มจาก 5 ข้อนี้

ทำได้! ลูกพัฒนาการกลับมาดี

พ่อแม่ติดหน้าจอมือถือ ทำร้ายลูกไม่รู้ตัว เป็นปัญหาที่พยายามหาทางแก้กันหลายครอบครัวเลย เนื่องจากลูกติดหน้าจอมือถือ ไม่ให้เล่นก็ร้องไห้ข้ามวัน สุดท้ายใจอ่อนยื่นให้เล่นอยู่ดี เพราะแบบนี้ก็เลยแก้กันไม่หาย ขอบอกว่าวิธีการแก้ไขต้องเริ่มจากพ่อแม่ก่อนนะคะ พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก

  1. พ่อแม่เป็นตัวอย่างที่ดีให้ได้ก่อน

พ่อแม่ต้องคิดเสมอนะคะ ว่าอยากให้ลูกเป็นแบบไหน พ่อแม่ต้องทำให้ได้ก่อน เพราะพฤติกรรมที่เราทำ ลูกอาจจะเลียนแบบได้ตลอด เช่น ชอบเล่นโทรศัพท์ตลอดเวลา แล้วมาเรียกร้องให้ลูกอย่าติดมือถือ มันดูย้อนแย้งเกินไป ฉะนั้นพ่อแม่ต้องทำให้ได้ด้วยค่ะ ถ้าไม่อยากให้ลูกเป็นเด็กก้มหน้า พ่อแม่ก็ต้องไม่มัวแต่ก้มหน้านะคะ

  1. พาทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่ห่างจากหน้าจอ

พาลูกทำกิจกรรมครอบครัวในทุก ๆ วัน หรือจัดตารางกิจกรรมประจำสัปดาห์ที่ต้องทำ เช่น อ่านหนังสือนิทาน เล่นเกมตัวต่อ ไปปลูกต้นไม้ ไปเที่ยวนอกบ้าน เป็นต้น เพื่อส่งเสริมให้ลูกทำกิจกรรมที่หลากหลาย และฝึกทักษะที่จำเป็น พ่อแม่เองก็ร่วมทำกับลูกด้วย ที่สำคัญทำให้ลูกห่างหน้าจอได้

  1. เลี้ยงลูกด้วยตัวเอง อย่าให้หน้าจอเป็นพี่เลี้ยง

แน่นอนค่ะ ว่าการปล่อยให้ลูกอยู่หน้าจอ ลูกจะนิ่ง เงียบ ไม่กวนใจ แต่ผลเสียคือลูกติดจอ ส่งผลต่อพัฒนาการได้ในระยะยาว ฉะนั้นอย่าเอามือถือมาเป็นพี่เลี้ยงลูกนะคะ วิธีแก้ปัญหาเมื่อลูกว่าง คือพูดคุยกับลูกให้เยอะ ๆ เช่น วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง ลูกทำอะไรบ้างลูกอยากทำกิจกรรมอะไรไหม และเล่าเรื่องของพ่อแม่ให้ลูกฟัง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว

  1. พ่อแม่ต้องตามยุคดิจิทัลให้ทัน

โลกโซเชี่ยลเหมือนดาบสองคม หากจำกัดพื้นที่ให้ลูกเรียนรู้ตามวัยได้ก็เป็นเรื่องดี แต่ถ้าปล่อยให้ลูกท่องโลกโซเชียลโดยไม่ดูแล ก็อาจส่งผลเสียได้แบบคาดไม่ถึง เช่น ตั้งค่ายูทูบสำหรับเด็ก วิธีตั้งค่า YouTube สำหรับเด็ก หรือ ร่วมเล่นไปกับลูกด้วย คอยถาม คอยแนะนำ จะได้รู้ว่าลูกกำลังดูสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่ พ่อแม่ต้องตามให้ทันนั่นเอง

  1. ต้องมีกฏที่แหกไม่ได้ ฝึกระเบียบที่เด็ดขาด

พ่อแม่ควรสร้างกติกาของครอบครัว ควบคุมเรื่องเวลา หรืออาจมีข้อตกลงร่วมกัน เช่น มื้ออาหารห้ามใช้มือถือ ให้เล่นได้แค่ 4 ชั่วโมง แบ่งครึ่งเช้าและครึ่งบ่าย แล้วไปทำกิจกรรมอย่างอื่นด้วย ข้อนี้พ่อแม่อย่าหวั่นไหวเมื่อลูกร้องไห้ โวยวาย อยากเล่นต่อ ไม่มีการต่อรอง ให้หนักแน่นเข้าใจ หากลูกเสียใจให้ดึงลูกมากอดไว้ และบอกกติกาอีกครั้ง ทำแบบนี้ประจำลูกจะค่อย ๆ เข้าใจได้เอง

แม้พ่อแม่จะปกป้องลูกไปตลอดไม่ได้ แต่ช่วงวัยเด็ก วัยกำลังเรียนรู้สิ่งรอบตัว อะไรที่ควรรู้เป็นไปตามวัย เราก็ต้องให้ลูกได้รับให้มากที่สุดนะคะ และ 5 วิธีนี้ไม่ยากเลย แถมเป็นสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนควรทำด้วยค่ะ อยากให้ลูกเติบโตพัฒนาการสมวัย ก็ต้องดูแลกันตั้งแต่ยังเล็ก ๆ นะคะ




 

ลูกจิตใจดี หรือ ขาดทักษะการปฏิเสธ มาสอนลูกให้ใจดีแบบแฮปปี้กัน

พัฒนาการ-การเลี้ยงลูก- สอนลูกให้แบ่งปัน- ลูกปฏิเสธเพื่อนไม่เป็น- ลูกจิตใจดี- สอนลูกให้จิตใจดี- อยากให้ลูกเป็นเด็กดี- สอนลูกให้แบ่งปัน- สอนลูกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น- สอนลูกไม่ให้เห็นแก่ตัว

ลูกจิตใจดี หรือ'ขาดทักษะการปฏิเสธ' มาสอนลูกให้ใจดีแบบแฮปปี้กัน

เป็นเรื่องดีที่ลูกเราเป็นเด็กมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อแบ่งปัน แต่ถ้าลูกเราเป็นเด็กใจดีเกินไปจนอาจดูว่าลูกขาดทักษะการปฏิเสธล่ะ คุณพ่อคุณแม่จะทำอย่างไร  เพราะถ้าปล่อยไว้นานๆ อาจทำให้เป็นปัญหาในอนาคตได้


แบบนี้เรียกว่าจิตใจดี

  • เป็นเด็กที่มีเมตตา มีน้ำใจ แบ่งปันสิ่งที่ตัวเองมีแก่คนรอบข้าง
  • เป็นเด็กที่นึกถึงใจเขาใจเรา ชอบทำให้เพื่อนมีความสุข

ซึ่งการที่ลูกใจดีแบบนี้ หากลูกแบ่งปันเพื่อนที่โรงเรียน เขาจะกลับมาเล่าให้ฟังด้วยความภูมิใจ อารมณ์ดี รู้สึกเชิงบวกในการแบ่งปัน ถ้าลูกแบ่งปันคนในครอบครัว เวลามีคนถามถึงหรือพ่อแม่ถาม เขาจะเล่าด้วยความภาคภูมิใจ
 
ใจดีแบบนี้ มีปัญหา

  • กลับมาเล่าให้ฟังด้วยความรู้สึกไม่ดี เพราะแบ่งเพื่อนจนหมด จนตัวเองไม่มีเหลือ
  • หากพ่อแม่ถาม แล้วลูกเล่าด้วยอารมณ์หรือความคิดเชิงลบในการแบ่งปันเพื่อน
  • ลูกโดนสั่งหรือบังคับให้แบ่ง ไม่ได้แบ่งให้เพื่อนด้วยความเต็มใจ
  • แบ่งปันสิ่งของที่ไม่ได้เป็นของตัวเอง

      การแบ่งปันเป็นเรื่องไม่มีข้อจำกัดในตัว ต้องพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละคนและแต่ละครอบครัวด้วยค่ะ
 
แต่ถ้าลูกใจดีมากเกินไป นั่นอาจหมายถึง...

  • ลูกขาดทักษะการปฏิเสธ เช่น ไม่อยากให้เพื่อน อยากเก็บไว้กินเองหรือเล่นเอง แต่บอกเหตุผลไม่ได้ หรือไม่รู้จะบอกยังไง เป็นต้น   
  • ขาดทักษะการแก้ปัญหา เช่น ขนมเหลือชิ้นสุดท้าย แต่เหลือเพื่อนอีก 1 คน และตัวลูก ลูกจึงจำใจให้เพื่อนไป ทั้งที่แบ่งคนละครึ่งชิ้นก็ได้ เป็นต้น
  • ขาดทักษะการรักษาสิทธิ เช่น อยู่บ้านลูกอาจจะเล่นได้ทุกอย่าง พอไปอยู่ที่โรงเรียนจึงคิดว่าของทุกอย่างเป็นของตัวเอง เลยแจกจ่ายของที่ไม่ใช่ของตัวเองแก่เพื่อนๆ เป็นต้น

            ในอนาคตหากลูกไม่ได้รับการฝึกทักษะที่จำเป็นเหล่านี้ อาจนำไปสู่การแบ่งปันหรือการใจดีเพื่อจุดประสงค์อื่นเมื่อลูกโตขึ้นได้ เช่น ให้เพื่อนหรือกลุ่มเพื่อนยอมรับในตัวเขา เป็นการแบ่งปันเพื่อผลประโยชน์อื่นๆ
 

------------------------------------------------------------------------

 
สอนลูกให้ใจดีแบบแฮปปี้

  1. ปล่อยให้ลูกตัดสินใจเอง ว่าอยากแบ่งอะไร ให้ใคร เมื่อไหร่ เพราะการสั่งหรือบังคับจากพ่อแม่ ครู และคนในครอบครัวไม่เป็นผลดีต่อตัวลูก เนื่องจากจะทำให้ลูกรู้สึกหวงสิ่งของที่เป็นของเขามากขึ้น การโต้ตอบของลูกก็จะแรงขึ้นเรื่อยๆ
  2. สอนทักษะผ่านพ่อแม่ เพราะเด็กในวัยนี้ ยังเป็นวัยที่เรียนรู้จากการเลียนแบบคนที่ใกล้ชิดที่สุด นั่นคือพ่อแม่
    • หากที่ผ่านมาเวลาอยู่บ้าน พ่อแม่ไม่เคยปฏิเสธ ไม่เคยแก้ปัญหา ไม่เคยรักษาสิทธิให้ลูกเห็น ก็ลองจำลองเหตุให้ลูกเห็นบ่อยๆ เช่น พ่อจะเอาของแม่ไปใช้ แม่ไม่ให้ เพราะอะไร พูดคุยกันให้ลูกได้ยิน ต่อจากนั้นพ่อไม่ยอม แม่ทำอย่างไรต่อ เป็นต้น
    • สอนผ่านการพูดคุย ให้ลูกเล่าเหตุการณ์ที่เขาเจอ แล้วลองให้ลูกแก้ปัญหาเองก่อน จากนั้นคอยถามลูกว่าปัญหาได้รับการแก้ไขหรือไม่อย่างไร หากไม่ แม่อาจแนะนำลูกโดยการยกตัวอย่างที่สิ่งแม่เคยเจอ การแก้ปัญหาที่ไม่ได้ผล และการแก้ปัญหาที่ได้ผล ให้ลูกเอาไปปรับใช้ตามใจเขา
    • อ่านนิทานที่สอนเกี่ยวกับทักษะเหล่านี้ให้ลูกฟังก่อนนอน หรืออาจสอนผ่านช่วงเวลาที่เล่นกับลูก
  3. ความต่อเนื่องคือเรื่องสำคัญไม่มีทางที่สอนลูกแค่ครั้งสองครั้ง แล้วลูกจะทำได้สำเร็จ เพราะลูกยังอยู่ในวัยเรียนรู้ และทดลองทำ ดังนั้น พ่อแม่จึงต้องอดทน และพยายามเข้าใจลูก โดยไม่ไปแก้ปัญหาให้เขาเอง ซึ่งจะทำให้ลูกแก้ปัญหาเองไม่ได้ และต้องคอยถามไถ่ลูกและคุณครูเป็นระยะๆ เพื่อติดตามผลอย่างต่อเนื่องด้วยค่ะ

 
พ่อแม่อาจเพิ่มพลังด้วยคำชม จะเป็นตัวเสริมพฤติกรรมให้ลูก ก็จะช่วยให้ลูกอยากเป็นเด็กที่ใจดีได้อย่างพอดีและมีความสุขค่ะ 

 

ลูกฉลาด พ่อแม่เลี้ยงได้แบบไม่กดดันด้วยพัฒนาการรอบด้าน

การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก-การเรียนรู้

ลูกฉลาด พ่อแม่เลี้ยงได้แบบไม่กดดันด้วยพัฒนาการรอบด้าน


คุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกฉลาดใช่ไหมเอ่ย อยากให้ลูกเก่งรอบด้านด้วย... จริงไหม แต่จะทำยังไงล่ะถึงจะทำให้ลูกฉลาดได้โดยที่ลูกก็ไม่เครียด พ่อแม่ก็ Happy สุดๆ เรามีคำแนะนำจาก พ.ญ.ตวงพร สุรพงษ์พิวัฒนะ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก และยังเป็นคุณแม่ลูกอ่อนด้วย ซึ่งจะมาบอกเราชัดๆ ว่า เด็กฉลาด เด็กเก่งของยุคนี้ต้องทำยังไง

ในบทบาทของผู้ให้คำปรึกษาด้านพัฒนาการเด็กควบคู่กับการเป็นคุณแม่ลูกอ่อน ช่วยให้เข้าใจและเห็นใจว่าการเป็นพ่อแม่ในยุคปัจจุบันนี้ไม่ง่ายเลยใช่มั๊ยคะ โลกเรามีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน ทั้งในด้านความเป็นอยู่ในครอบครัวชุมชน และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เด็กๆ ในสมัยนี้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้กันมากขึ้น มีโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อโรคอุบัติใหม่มากมาย การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจทำให้พ่อแม่กังวลและเป็นห่วงในการปรับตัวและใช้ชีวิตประจำวัน รวมทั้งมีหลายครอบครัวที่พ่อและแม่ต้องทำงานนอกบ้านทั้งคู่การใช้ชีวิตและบทบาทหน้าที่ต่างๆ ที่ทับซ้อนกันทำให้พ่อแม่จัดการบริหารเวลาหรือทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างจำกัด กลายเป็นความบีบคั้นในการใช้ชีวิต ตั้งแต่การตื่นเช้าออกจากบ้าน พ่อแม่มีเวลาอันน้อยนิดกับลูกในช่วงเช้า การกินและความเป็นอยู่ของลูกที่อาจจะฝากไว้กับคนอื่นหรือเนอร์สเซอรี่ การรีบเร่งเดินทางผ่านการจราจรที่ติดขัดทั้งเช้าและเย็น สิ่งเหล่านี้ช่วงชิงเวลาที่เด็กจะได้อยู่กับพ่อแม่แบบครอบครัวให้น้อยลงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในยุคใดมาก่อน


พ่อแม่ที่ไม่สามารถจัดสมดุลชีวิตส่วนตัว การทำงาน และการอยู่กับลูก มักจะเกิดความกังวลและรู้สึกผิดว่า ตนเลี้ยงลูกได้ไม่ดีหรือไม่เต็มที่ และบ่อยครั้งที่พ่อแม่เผลอตัวเปรียบเทียบลูกตัวเองกับลูกคนอื่นทั้งๆ ที่สภาพความเป็นอยู่แต่ละบ้านนั้นไม่เหมือนกัน อาจส่งผลให้พ่อแม่ผลักดันลูกมากเกินไปเพื่อชดเชยความรู้สึกเหล่านี้ด้วยการส่งลูกเรียนพิเศษ ติวเข้มวิชาการ ซึ่งพบเห็นกันตั้งแต่ระดับอนุบาล การที่พ่อแม่ผลักดันลูกมากเกินไปจนกลายเป็นความกดดัน จะทำให้ลูกเสียเวลาและเสียโอกาสในการฝึกพัฒนาการรอบด้าน โดยเฉพาะทักษะการใช้ชีวิตและการเรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข

ถึงเวลาที่ควรพิจารณาอย่างจริงจังว่า การมุ่งเน้นเลี้ยงลูกให้มีความฉลาดเป็นอัจฉริยะ หรือเป็นเลิศทางวิชาการ ไม่ใช่คำตอบที่เป็นสูตรสำเร็จ เด็กในยุคปัจจุบันควรได้รับการเตรียมพื้นฐานของการพัฒนาการแบบความพร้อมรอบด้าน ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และทักษะการใช้ชีวิตในสังคมอย่างบูรณาการ หมอมักจะพบปัญหาของพ่อแม่เรื่องลูกไม่มั่นใจ ไม่กล้าแสดงออก ส่วนใหญ่พบว่าเกิดจากพ่อแม่ดูแลอย่างใกล้ชิดจนเด็กขาดโอกาสในการฝึกทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสิ่งรอบตัวและเวลาที่จำกัด อีกคำถามที่พบบ่อยคือ ปัญหาลูกมีสมาธิสั้น พ่อแม่หลายคนโทษว่าเพราะอุปกรณ์ทันสมัยต่างๆ ที่ทำให้ลูกใจร้อน รอไม่ได้ ในขณะที่พ่อแม่ใช้ชีวิตประจำวันอย่างเร่งรีบและใช้อุปกรณ์เหล่านั้นเช่นกัน จนเด็กซึมซับเป็นความเคยชินตั้งแต่เล็ก

พ่อแม่คือศิลปินผู้สร้างโลกผ่านการเลี้ยงลูก ดังนั้น การเลี้ยงลูกต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ เช่น การใช้เวลาอยู่ร่วมกันอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่ว่าพ่อแม่และเด็กอยู่ในห้องเดียวกันแต่ต่างคนต่างจ้องหน้าคอมของตนเองคนละมุม การกอดการสัมผัสแสดงถึงความรักและชื่นชม การได้รับโอกาสในการฝึกทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันทีละนิดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในสังคมมีผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ที่ไม่ได้มาจากการสอบได้ที่หนึ่งของวิชาหรือห้อง แต่มักเป็นคนที่มีความสามารถหลากหลาย ปรับตัวเข้าหากับคนได้ง่าย มีมนุษยสัมพันธ์ดี แก้ปัญหาเก่ง และรู้จักการวางตัวที่เหมาะสมกับกาลเทศะ พ่อแม่ท่านใดที่ยังกังวลเรื่องการเลี้ยงดูลูก ลองพิจารณาโพลล่าสุดที่สำรวจ ความคิดเห็นของพ่อแม่ แล้วจะพอเห็นภาพว่า เด็กยุคนี้...แค่อัจฉริยะไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หมอขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังใส่ใจเลี้ยงดูเด็กยุคใหม่ที่เก่งพร้อมรอบด้าน เพื่อสังคมที่มีคุณภาพและความสุขนะคะ

นอกจากนี้เรายังมีผลการสำรวจจากสวนดุสิตโพลมาฝากค่ะ ลองไปดูกันว่าถ้าอยากให้ลูกฉลาดต้องทำยังไงบ้าง

สวนดุสิตโพล, poll, การเลี้ยงลูก, ลูกฉลาด, เด็กฉลาด, การเรียน, เรียนพิเศษ, สมาธิสั้น, นมแม่, พัฒนาการเด็ก, การเรียนรู้, เคล็ดลับลูกฉลาด, วิธีทำให้ลูกฉลาด, สอนลูกให้ฉลาด, เด็กเก่ง
สวนดุสิตโพล, poll, การเลี้ยงลูก, ลูกฉลาด, เด็กฉลาด, การเรียน, เรียนพิเศษ, สมาธิสั้น, นมแม่, พัฒนาการเด็ก, การเรียนรู้, เคล็ดลับลูกฉลาด, วิธีทำให้ลูกฉลาด, สอนลูกให้ฉลาด, เด็กเก่ง

อ่านผลสำรวจเพิ่มเติมได้ที่ >>> สวนดุสิตโพล


(พื้นที่เพื่อการโฆษณาและประชาสัมพันธ์)




ลูกฉี่รดที่นอนไม่ใช่เรื่องปกติ อาจเป็นสัญญาณเตือนโรคต่าง ๆ ได้

ลูกฉี่รดที่นอน- ควบคุมการขับถ่าย-ปัสสาวะรดที่นอน- ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ 

ลูกฉี่รดที่นอนไม่ใช่เรื่องปกติ อาจเป็นสัญญาณเตือนโรคต่าง ๆ ได้

ปกติเด็กวัยอนุบาล 3-6 ปี จะสามารถควบคุมการขับถ่ายได้แล้ว แม้จะมีบางครั้งที่เผลอปัสสาวะรดที่นอนบ้าง หากไม่ได้บ่อยเกินไปก็ถือว่าไม่ผิดปกติ แต่ถ้าลูกวัย 5 ปีขึ้นไป ปัสสาวะรดที่นอนอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ติดต่อกันนาน 3 เดือน อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกสภาวะการเจ็บป่วยของลูกได้ 

นพ.ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ยังไม่พบสาเหตุเฉพาะของการปัสสาวะรดที่นอน แม้ภาวะปัสสาวะรดที่นอนส่วนมากจะหายได้เองเมื่อเด็กโตขึ้น แต่ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเด็กและครอบครัว ทั้งในด้านจิตใจและความสัมพันธ์ระหว่างเด็กและผู้ปกครอง นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดโรคที่มาจากอาการปัสสาวะรดที่นอนได้ เช่น การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ความผิดปกติของโครงสร้างของระบบการขับถ่ายปัสสาวะ โรคของต่อมไร้ท่อ เช่น เบาหวาน เบาจืด เป็นต้น ฉะนั้นเด็กที่มีปัญหาเหล่านี้จึงจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ

นพ.สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) กล่าวว่า การปัสสาวะรดที่นอนเป็นภาวะที่พบบ่อยในเด็ก แต่น่าจะเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ พันธุกรรม ความผิดปกติในการหลั่งฮอร์โมน ADH ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมปริมาณปัสสาวะการทำงานของกระเพาะปัสสาวะโดยเด็กจะรู้สึกปวดปัสสาวะถึงแม้มีปริมาณปัสสาวะไม่มาก การนอนหลับซึ่งเกิดขึ้นได้ในทุกระยะของวงจรการนอนหลับ ความล่าช้าของพัฒนาการในการควบคุมการปัสสาวะ ท้องผูกเกิดจากก้อนอุจจาระกดทับกระเพาะปัสสาวะทำให้ความจุของกระเพาะปัสสาวะลดลง นอกจากนี้ ความเครียดอาจเป็นตัวกระตุ้นทำให้อาการปัสสาวะรดเป็นมากขึ้นหรือทำให้อาการกลับมาเป็นใหม่ในเด็กที่เคยควบคุมการปัสสาวะได้แล้ว

เคล็ดลับช่วยลูกไม่ให้ฉี่รดที่นอน

  1. ไม่ควรลงโทษ หรือตำหนิ แต่ควรแสดงความเข้าใจ และเป็นกำลังใจ รวมถึงการปรับพฤติกรรมโดยใช้แรงจูงใจทางบวก เช่น ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสิ่งที่ลูกจะได้รับเมื่อไม่ปัสสาวะรดที่นอน รวมทั้งสิ่งที่ลูกจะต้องปฏิบัติถ้าปัสสาวะรดที่นอน โดยให้สอดคล้องกับความสามารถของเด็ก หรือจะเลือกใช้เครื่องปลุกเตือนปัสสาวะรด เป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดในปัจจุบัน แต่ในประเทศไทยเครื่องมือดังกล่าวยังใช้ไม่แพร่หลาย อีกทั้งมีราคาค่อนข้างสูง

  2. ฝึกกระเพาะปัสสาวะ โดยให้เด็กดื่มน้ำมาก ๆ ในช่วงกลางวันและเมื่อรู้สึกปวดปัสสาวะให้เด็กฝึกกลั้นไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ร่วมกับปรับอาหารและเครื่องดื่ม โดยปรับให้เด็กดื่มน้ำมากขึ้นในช่วงเช้าถึงบ่ายและลดการดื่มน้ำในช่วงเย็นโดยเฉพาะช่วง 2 ชม. ก่อนเข้านอนควรมีการจำกัดปริมาณน้ำ

เบื้องต้นพ่อแม่ควรพาลูกไปหาหมอ เพื่อให้คุณหมอสอบถามประวัติเพิ่มเติม รวมทั้งตรวจร่างกายและส่งตรวจเพิ่มเติมตามความจำเป็น เพื่อที่จะได้หาสาเหตุและทำการรักษาต่อไป  

 

ที่มา : กรมการแพทย์


 

ลูกชอบเถียง เป็นเพราะวัยหรือพัฒนาการ

4230

 

เด็กวัย 2 ขวบ กำลังเป็นเด็กที่น่ารัก รู้จักทดสอบ ทดลองผิดถูก เด็กวัยนี้กำลังเรียนรู้สิ่งแวดล้อมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ สิ่งของ บุคคล สถานที่ สิ่งมีชีวิต และคำพูด เป็นช่วงที่เป็นตัวของตัวเองสูงสุด จึงมักจะทำในสิ่งที่ห้ามตลอด ดังนั้นการจะเอาชนะลูก หรือจงใจสอนเกินไปไม่ใช่วิธีจัดการที่ดีแน่นอนค่ะ

เด็กอายุ 2 ปีกำลังเป็นวัยที่อยากจะเป็นตัวของเขาเอง เด็กจึงมักจะทำในสิ่งที่ห้าม ไม่ใช่เพราะเขาดื้อ ไม่เชื่อฟัง หรืออวดดีอย่างผู้ใหญ่หลายท่านเข้าใจ แต่เขากำลังเรียนรู้หลายๆ อย่างในการทดสอบว่า ‘เป็นจริง’ หรือไม่นั้น ไม่ใช่การทดสอบว่าผู้ใหญ่จะจริงจังแค่ไหน แต่เขาทดสอบตัวเขาด้วย ทดสอบความเข้าใจของตน การมองเห็น การสัมผัส เราจึงเห็นเด็กวัยนี้ทำอะไรซ้ำๆ เล่านิทาน ดูรูปภาพก็เป็นเรื่องซ้ำๆ โดยเฉพาะที่เขาชอบ ที่เขาสนใจ บางคนอาจรู้บ้าง ไม่รู้บ้าง แต่บางคนทั้งๆ ที่รู้ก็ตอบให้ผิด เพื่อดูปฏิกิริยาผู้ใหญ่ หรือเพื่อเป็นตัวตนของเขา เราจึงไม่เอาคำเถียงของเขามาเป็นอารมณ์

เราบอกว่าสีส้ม เด็กบอกสีเขียว แทนที่เราจะไปแย้งกัน เราอาจทำมุขขำก็ได้ เช่น '“หนูเห็นเป็นสีเขียวหรือจ๊ะ” แล้วเราก็ทำหน้าพิศวงสงสัย หรือ เฉยเสีย ไม่เถียงกัน เพราะเด็กยังเรียนรู้สีได้อีกหลายเวลา เช่น ต่อมาคุณให้เขารับประทานส้ม ก็ถามเขาว่าเปลือกส้มสีอะไรเอ่ย พอปอกเปลือกไป ข้างในเป็นสีส้มก็บอก “เอ๊ะ! นี่ก็คงสีเขียวมั้ง” เขาก็จะบอก “ไม่ใช่ สีส้ม”

การสอนเด็กวัยนี้ต้องมีวิธีที่ดีต่อกัน ไม่เอาชนะกัน ไม่สอนกันเป็นพิธีการจริงจังเกินไป และก็ไม่ใช่ว่า เขาโมโหแล้ว เราก็ยอมเรียกผิดๆ ตามเขา ถ้าเขางอแง มีอารมณ์ก็เบนความสนใจไปทางอื่น ดีกว่ามาเอาชนะให้เป็นอารมณ์กัน เพราะเรื่องรู้จักสีเป็นเรื่องเล็กที่เด็กจะเรียนรู้ได้ แต่เรื่องอารมณ์เป็นเรื่องใหญ่ที่เด็กจะใช้ไปเรื่อยๆ ในหลายเรื่อง ถ้าเขารู้ว่า เขาอาละวาด แผลงฤทธิ์แล้วคุณแม่ยอมทำตาม

เราจึงต้องไม่ทำให้เกิดอารมณ์ หรือเมื่อเกิดอารมณ์แล้วก็ไม่ตามใจหรือเอาใจกันผิดๆ เขายังเรียนรู้ไปอีกได้เรื่อยๆ วันนี้ยังไม่รับ วันหน้าค่อยบอกกันใหม่ สอนกันใหม่ ลองให้เขาพูด บอกตามสิ่งที่พบเห็น และปฏิบัติกันอยู่ในชีวิตประจำวัน ซึ่งยังมีอีกมากมายค่ะ

ลูกชอบเล่นอวัยวะเพศ

 4165 1

ปัญหาพฤติกรรมที่พบได้บ่อยในเด็ก สาเหตุและวิธีการแก้ไขปัญหาการเล่นอวัยวะเพศเป็นอย่างไร คุณหมอมีคำแนะนำค่ะ

Q : ลูกสาวเวลานอนตอนกลางคืนทุกวัน แกชอบเอาผ้ายัดอวัยวะเพศค่ะ ถามลูกว่าเป็นอะไร แกบอกว่าคัน แต่ดูแล้วก็ไม่เห็นเป็นอะไร เพราะก่อนเข้านอนจะล้างให้ลูกทุกวัน แต่ก็ยังเหมือนเดิม เริ่มเป็นตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เดี๋ยวนี้อายุ 6 ขวบแล้วก็ยังเหมือนเดิม ถ้าไม่ทำก็จะไม่ยอมนอน นอนไม่หลับเสียที จะแก้ไขอย่างไรคะ

 

A : การที่เด็กเอาผ้ามาใส่ไว้ในระหว่างขาบริเวณอวัยวะเพศ ก็เป็นการเล่นอวัยวะเพศอย่างหนึ่ง ซึ่งมีหลายแบบ บางทีก็เอาบริเวณอวัยวะเพศมาถูไถกับขอบเก้าอี้ หมอนข้างหรือเอามือจับ หรือไม่ก็เอาผ้า เช่นกรณีนี้ใส่บริเวณช่องขาทั้งสองข้าง ซึ่งพบได้ในลักษณะปกติของเด็กอายุ 3-5 ปี และทำให้เขาค้นพบความรู้สึกบริเวณนี้ได้

 

ทันทีที่เด็กค้นพบเขาอาจเกิดความรู้สึกตื่นเต้น หรือบางคนมีความรู้สึกเหมือนกับได้มีความรู้สึกสุดยอดทางเพศได้ เลยทำให้เด็กเกิดการติดใจและก็เล่นอวัยวะเพศนี้ได้ซ้ำๆ บ่อยๆ แต่สิ่งที่เราจะต้องดูในฐานะที่เป็นพ่อแม่ ก็คือแม้จะเป็นวัยที่เด็กสามารถสำรวจตัวเองและค้นพบความรู้สึกแบบนี้ได้ แต่ก็ต้องดูด้วยว่ามีอย่างอื่นที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้เด็กสนใจมากกว่าปกติหรือเปล่า ซึ่งสิ่งที่พบได้บ่อยๆ ก็คือ

1.พ่อแม่ที่ระมัดระวังเรื่องความสะอาดมากของบริเวณอวัยวะเพศ

ฉะนั้นเวลาอาบน้ำถูตัวถูสบู่แขนขาก็ไม่ได้เน้นอะไรมากมาย แต่อวัยวะเพศนี้ไม่ได้จะต้องบรรจงถูและใช้เวลานานมากกว่าอวัยวะส่วนอื่น จนทำให้เด็กเกิดความรู้สึกทางเพศขึ้นมา

 

2.มีตัวเร้า มีตัวกระตุ้น

รูปภาพหรือเหตุการณ์ภายในห้องนอนที่เด็กไทยส่วนใหญ่นอนร่วมกับพ่อแม่ อาจทำให้เด็กเห็นขณะที่พ่อแม่แสดงความรักกัน แล้วไปเป็นตัวกระตุ้นทำให้เด็กเกิดความรู้สึก หรือแม้แต่ทีวี หนังโป๊หรือแม้แต่เหตุการณ์ที่เป็นตัวเร้าความรู้สึกทางเพศ

 

3.มีผู้ทำร้ายเด็ก

ในกรณีที่มีการทำร้ายเด็กทางเพศมักจะเป็นคนใกล้ชิด คนใกล้ชิดแบบนี้มักจะเป็นคนที่ไม่กล้า สามารถเข้าใกล้ตัวเด็กได้ดีโดยที่เด็กไม่รู้ตัวการจับตัวเด็ก การกอดเด็กหรือแม้แต่เอาเด็กมานั่งตักสิ่งเหล่านี้โดยธรรมชาติ เด็กแยกแยะไม่ออกว่าพฤติกรรมไหนเหมาะสม พฤติกรรมไหนที่เกินเลยล่วงเกิน บุคคลพวกนี้มักจะมีวิธีการแยบยลจนทำให้เด็กเองก็สับสน มีความรู้สึกดี ได้ใกล้ชิดได้อบอุ่น ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย ในฐานะพ่อแม่คงจำเป็นต้องดูทุกอย่างว่าเกิดจากที่เราไปกระตุ้นเขาจากการใช้ชีวิตด้วยกัน หรือมีคนมาทำร้ายลูก

 

วิธีการแก้ไข ถ้าแน่ใจว่าไม่มีใครทำร้ายเด็กและไม่มีตัวส่งเสริมเร่งเร้าหรือไม่มีคนไปเน้น ถ้าคุณแน่ใจว่าไม่มีสาเหตุอย่างอื่น นอกจากเด็กค้นพบเองและเด็กเกิดติดใจและทำพฤติกรรมนี้บ่อยๆ เพราะฉะนั้นวิธีการแก้ไขคือ

1.หาสาเหตุและแก้ที่ตัวสาเหตุ

2.อาศัยหลักที่เด็กความจำสั้น ลืมง่าย ก็ต้องให้เด็กหยุด เลิก หรือลดพฤติกรรมนี้ให้มีน้อยที่สุด และอาศัยความลืมง่ายของเด็ก ทำให้สิ่งเหล่านี้หายไป การที่จะทำให้การเล่นอวัยวะเพศของเด็กลดลงจะต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า ความรู้สึกทางเพศมันเป็นพลัง เมื่อไหร่ก็ตามที่เราสามารถทำให้เด็กออกแรงได้มากขั้น

3.ใช้พลังงานของร่างกายไปในการออกกำลังกาย จะทำให้ปัญหาทางเพศลดลง ถ้าออกกำลังกายให้สนุก ให้มันสุดๆ ให้ใช้แรงมาก ผลสุดท้ายจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ทำให้ระยะเวลาก่อนเข้านอนของเด็กสั้นลง เด็กมักจะเล่นอวัยวะเพศตอนก่อนเข้านอน ถ้าเราสามารถทำให้เด็กเหนื่อยเพลียหลับ เรียกว่าหัวถึงหมอนหลับทันทีก็จะทำให้มีระยะเวลาก่อนเข้านอนที่สั้นลง หรือหลับไปก่อนทำได้ค่ะ

4.ข้อสุดท้าย เราคงต้องหยุดทักท้วง หรือพูดเรื่องราวแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา สิ่งที่ต้องทำคือทำให้เด็กลืม เมื่อไหร่ที่คุณเห็นเด็กทำพฤติกรรมนี้ก็เบี่ยงเบนความสนใจของเด็ก ชวนเด็กให้ลุกขึ้นไปทำอย่างอื่น ไปช่วยหยิบของให้ แต่ไม่ต้องพูดถึงพฤติกรรมที่ต้องการให้เลิกค่ะ

 

ข้อมูลโดย พ.ญ.วินัดดา ปิยะศิลป์

ลูกชอบแกล้งเพื่อน พ่อแม่ต้องปรับนิสัยลูกอย่างไร

ลูกชอบแกล้งเพื่อน, ​สาเหตุที่ลูกชอบแกล้งเพื่อน, วิธีแก้ไขนิสัยลูก, เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี, แม่ต้องเชื่อมั่นในตัวลูก, กระตุ้นศักยภาพลูก

ลูกชอบแกล้งเพื่อน พ่อแม่ต้องปรับนิสัยลูกอย่างไร

ทำไมตอนอยู่บ้านแล้วลูกดูปกติดี แต่คุณครูบอกว่าลูกชอบแกล้งเพื่อนร่วมชั้นและเด็กคนอื่นๆ หากลูกเป็นคนแบบนี้คุณพ่อคุณแม่จะมองข้ามไม่ได้นะคะ 

สิ่งที่ต้องทำเมื่อลูกชอบแกล้งเพื่อนมีดังนี้...

1. ต้องเปิดใจฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโรงเรียนอย่างละเอียด เพื่อเข้าใจสถานการณ์จริงๆ ว่ามีตัวละครอะไรบ้าง เช่น เพื่อนคนไหนบ้าง รวมทั้งสถานที่ใดที่มักเกิดปัญหา

2. ช่วยลูกวิเคราะห์เหตุการณ์ว่า เพื่อนทำแบบนี้เพราะอะไร และเหตุใดจึงมักเกิดขึ้นที่ตรงนี้ ต้องสอนให้สมองลูกคิดวิเคราะห์ เพราะถ้าเราเอาแต่บอกอย่างเดียว สมองส่วนวิเคราะห์ของลูกจะไม่พัฒนา พอเจอสถานการณ์จริงจะคิดไม่ออก

3. ช่วยลูกคิดวิธีแก้ปัญหาจากเรื่องที่เกิดขึ้น ว่าเขาแกล้งเพื่อนเพราะอะไร และควรทำอย่างไรให้ดีกว่าการเข้าไปแกล้งเพื่อน ลูกจะมองเห็นภาพว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร คำชี้แนะนี้จับต้องได้ ไม่ใช่แค่การอบรมยาวๆ

4. คุณแม่ต้องเชื่อมั่นในตัวลูกว่าลูกจะเปลี่ยนแปลงได้ คอยถามครูว่าเขาดีขึ้นไหม คอยให้กำลังใจเขา ชื่นชมเขาเมื่อเขาทำตัวดีขึ้น อย่าสอนเขาบ่อยพร่ำเพรื่อ เพราะนั่นอาจสะท้อนว่าเราไม่มั่นใจว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงได้

5. ควรกระตุ้นศักยภาพลูกในด้านอื่น ๆ อย่าเน้นกับกิจกรรมที่ต้องมีที่หนึ่ง หรือต้องเก่ง เช่น ชื่นชอบที่ลูกวาดรูปตามจินตนาการ ชอบที่ลูกร้องเพลง หรือเล่าเรื่องชีวิตประจำวันให้ฟัง เพื่อให้เขาเกิดความภาคภูมิใจ เมื่อไปโรงเรียนสมองจะยืดหยุ่น จะได้ไม่คิดแต่ความเป็นที่หนึ่งเท่านั้น

สาเหตุที่ลูกชอบแกล้งคนอื่นนั้นเป็นเพราะว่าความรู้สึกโดดเดี่ยวในใจ หากพ่อแม่หรือคนใกล้ตัวไม่จับสังเกต ก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเด็กมักจะรู้สึกเหงาและเศร้าอยู่ลึกๆ ดังนั้นคุณพ่อและคุณแม่ต้องมาทำความเข้าใจและแก้ไขนิสัยลูกชอบแกล้งกันนะคะ

ลูกชายถูกรังแก สอนให้สู้ดีไหม

การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก-การเรียนรู้ 

ลูกชายถูกรังแก สอนให้สู้ดีไหม

Q : กลุ้มใจครับลูกชายวัย 7 ปี เวลาเขาเล่นกับเพื่อนๆ เขาจะถูกรังแกบ่อยๆ (แอบสังเกตดู) กลับมาบ้านเขาจะร้องไห้ทุกครั้ง แล้วเล่าให้ฟังว่าโดนเพื่อนแกล้ง แต่ระยะหลังเขามักไม่เล่าให้ฟังแล้วครับ ถามก็ไม่ค่อยยอมตอบ ผมอยากสอนให้เขาสู้คนบ้าง ไม่รู้ว่าเหมาะสมไหมครับ

A : ปัญหาการรังแกกัน (bully) ของเด็กนั้น ถือเป็นปัญหาที่ผู้ปกครองควรให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เนื่องจากการปล่อยให้เด็กถูกรังแกไปนานๆ จะมีผลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพของเด็ก หรืออาจลุกลามไปถึงผลการเรียนของเขา และอาจพานให้เขาไม่อยากไปโรงเรียนเลยก็ได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรหาวิธีช่วยเหลือลูกโดยด่วน ซึ่งทำได้ดังนี้ครับ…
 

1.เลี้ยงลูกให้เข้มแข็ง เด็กหลายคนอาจมีบุคลิกภาพพื้นฐาน (temperament) เป็นเด็กที่ค่อนข้างขี้กลัว หรือปรับตัวยากอยู่แล้ว ดังนั้นหากเราไม่ได้ส่งเสริมความมั่นใจให้เขาแล้วละก็ เมื่อไปโรงเรียนแล้วเจอบรรดาเสือสิงห์กระทิงแรดทั้งหลายลูกคงลำบากแน่ๆ แต่สิ่งสำคัญคือเราเลี้ยงดูให้เขาเป็นคนมีความภาคภูมิใจในตนเอง สามารถช่วยเหลือตนเองและแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยตนเองได้
 

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มต้นด้วยการสำรวจว่ามีสิ่งใดที่เด็กวัยประถมควรทำด้วยตัวเองได้ แต่เขายังไม่ยอมทำ หรือยังมีคนที่บ้านคอยทำให้เขาอยู่ เช่น ป้อนข้าว อาบน้ำ แต่งตัว ผูกเชือกรองเท้า เป็นต้น ควรปล่อยให้เขาทำเอง และเมื่อเขาทำได้ก็ควรชมเชยเขา เพื่อให้เขาเกิดความรู้สึกว่า "ไอ้เรานี่มันก็ใช้ได้นี่นา" และหากคุณพ่อคุณแม่ต้องการหลักสูตรเร่งรัด หมอแนะนำว่า หาโอกาสให้เขาได้ช่วยเราทำอะไรบ้าง เช่น ช่วยถือของ ช่วยล้างรถ ช่วยดูน้อง เป็นต้น อย่าลืมชมเชย และขอบอกขอบใจเขาด้วย เด็กที่มีโอกาสช่วยเหลือคุณพ่อคุณแม่นั้นจะเกิดความภาคภูมิใจและเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองว่า "ขนาดพ่อแม่ยังไว้วางใจให้ฉันช่วยเลย แปลว่าฉันนี่ก็ใช้ได้" หากเราเลี้ยงดูเขาแบบนี้ซักระยะ คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตเห็นความมั่นใจในตนเองจากเขามากขึ้น โดยสังเกตได้จากสีหน้า แววตา การนั่งและการเดินของเขาครับ
 

2.ป้องกันการถูกรังแก วิธีที่ดีที่สุดคือ การอยู่รวมกับเพื่อน การอยู่รวมกับเพื่อนเป็นกลุ่ม เนื่องจากคงไม่มีเด็กเกเรคนไหนกล้าฝ่ากลุ่มเพื่อนของลูกเรา เพื่อมาแกล้งลูกเราคนเดียว ดังนั้น เราควรสอนให้ลูกรู้จักหาเพื่อนไว้มากๆ ยิ่งลูกของคุณพ่อเป็นที่รักของเพื่อนมากเท่าไหร่ หากเขาถูกแกล้งรับรองได้ว่า คนที่แกล้งเขาจะถูกกดดันจากกลุ่มเพื่อนของลูกอย่างแน่นอน
 

สรุปสั้นๆ ว่าหากอยากให้ลูกเข้มแข็งต้องฝึกให้เขาช่วยเหลือตัวเองให้มาก และจะดียิ่งหากเราสอนให้ลูกช่วยเหลือคนอื่นด้วย ส่วนการป้องการการถูกรังแกที่โรงเรียนที่ดีที่สุด คือ อยู่กับเพื่อนเป็นกลุ่มใหญ่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ไม่มีคุณครูอยู่ เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอครับ



นพ.อัศวิน นาคพงศ์พันธุ์
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ จังหวัดเชียงใหม่
 

ลูกซนมาก! แนะนำ 7 วิธีรับมือเมื่อลูกไฮเปอร์เกินไป


ไฮเปอร์, เด็กไฮเปอร์, ลูกไฮเปอร์, อาการไฮเปอร์, ลูกซนมาก, วอกแวกง่าย, หุนหันพลันแล่น, แม่, เด็ก, ลูก, พัฒนาการเด็ก, พัฒนาการลูก, เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี, กิจกรรมเด็ก  

เด็กไฮเปอร์หรือกลุ่มเด็กสมาธิสั้น คือ เด็กที่มีอาการซนมากกว่าปกติ วอกแวกง่าย และมีอาการหุนหันพลันแล่น ทำให้คุณแม่ของเด็กกลุ่มนี้ต้องรับบทหนักมากกว่าคุณแม่คนอื่นๆ แล้วจะมีวิธีรับมือได้อย่างไรบ้าง มาดูกันเลยค่ะ

7 วิธีรับมือเมื่อลูกไฮเปอร์เกินไป
  1. ต้องใจเย็น ๆ ควบคุมสถานการณ์ได้ ทำจิตใจให้สงบ ไม่ใส่อารมณ์เมื่อลูกซน แต่บางครั้งเมื่อหมดความอดกลั้นดุด่าลูกไป ให้รีบขอโทษลูกทันทีและแสดงให้ลูกรู้ว่ายังรักลูกเหมือนเดิมและต้องสอนตอนนั้นเลยว่าลูกควรทำอะไร หรือไม่ควรทำอะไร

  2. จำกัดเวลากิจกรรมบันเทิง เช่น การดูทีวี เล่นเกม ต้องจำกัดเวลาให้ชัดเจน หากหมดเวลาไม่ควรยืดหยุ่น ไม่มีการต่อรอง เพราะต้องทำให้ติดเป็นนิสัย เพื่อรักษาสมาธิลูก ว่าต้องทำการบ้าน ต้องอ่านหนังสือ เป็นต้น

  3. พาลูกไปตรวจการได้ยินและตรวจสายตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากลูกเริ่มมีปัญหาการเรียน เพราะหากเลูกมีปัญหามองไม่ชัดหรือไม่ได้ยิน ส่วนใหญ่จะมาบอกคุณแม่ไม่เป็น หลายครั้งพบว่า เด็กที่คุณครูคิดว่าเป็นเด็กสมาธิสั้นที่จริงแล้วเป็นเพียงเด็กที่มีปัญหาสายตาไม่ดี

  4. ไม่ทะเลาะกันต่อหน้าลูก เพราะการทะเลาะกันของพ่อกับแม่หรือคนในบ้าน จะทำให้ลูกเครียด ลูกจะคิดว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้พ่อแม่มีเรื่องกัน หรือ หย่าร้างกัน อาจจะทำให้ลูกเครียดจนเป็นไฮเปอร์ก็เป็นได้

  5. ใช้เวลากับลูกให้มากที่สุด หากไม่มีเวลาเพราะต้องทำงาน ก็ใช้ช่วงเวลาสั้นๆ เช่น อ่านหนังสือด้วยกัน เล่นเกมด้วยกัน ระบายสี วิ่งออกกำลังกาย เพื่อจะได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก

  6. ให้ลูกได้ระบายพลังงานส่วนเกิน พ่อกับแม่เตรียมใจไว้เลยว่าลูกพลังเยอะ เราก็ต้องอึดด้วยจะได้ช่วยลูกให้มีสมาธิกับอะไรบางอย่าง อาจจะเป็นการพาลูกไปเล่นกีฬาว่ายน้ำ กระโดเชือก วิ่ง หรือเตะฟุตบอล เพื่อใช้พลังงานที่มีไม่จำกัดของเด็กไฮเปอร์

  7. ไม่ไปในที่ที่ลูกอึดอัด ให้ฝึกลูกให้มีความพร้อมก่อนค่อยไปสถานที่ใหม่ๆ เพราะเด็กไฮเปอร์จะไม่ชอบที่เงียบๆ เขาจะรู้สึกไม่เป็นตัวเองและรู้สึกแปลกจากคนอื่นมากเกินไป ให้หลีกเลี่ยงการพาลูกไปในสถานที่ที่ต้องการความสงบ เช่น ร้านอาหารหรูหรา เป็นต้น 

และทั้งหมดคือการรับมือเมื่อมีลูกมีอาการไฮเปอร์ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ตามความเหมาะสมนะคะ แต่หากอาการลูกน้อยนั้นเกินที่คุณแม่จะรับมือได้ควรไปปรึกษาคุณหมอค่ะ

ลูกดรามาเก่ง ไม่มีเหตุผล พ่อแม่ต้องรับมืออย่างไร

การเลี้ยงลูก-พฤติกรรมเด็ก-ลูกดื้อ-ลูกก้าวร้าว

ลูกดรามาเก่ง ไม่มีเหตุผล พ่อแม่ต้องรับมืออย่างไร

ลูกชอบดรามา เอะอะ! ร้องไห้เป็นประจำ คุณพ่อคุณแม่ต้องลองสังเกตลูกดูนะคะ ว่าลูกเข้าข่ายดราม่าเก่งไหม เช่น ชอบบีบน้ำตาเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการหรือไม่ ชอบร้องไห้เพื่ออยากให้คนสนใจบ่อยแค่ไหน หรือโวยวายไม่ฟังเหตุผลของพ่อกับแม่และคนอื่น ๆ เลย แบบนี้มีวิธีจัดการเด็กดราม่าอย่างไร มาดูกันค่ะ

  1. ให้พูดคุยกับลูกอย่างใจเย็น

การพูดคุยถามถึงเหตุผลอย่างใจเย็น ไม่มีเด็กคนไหนไม่ชอบหรอกนะคะ ให้คุณพ่อคุณแม่เข้าไปหาลูกและบอกให้ลูกใจเย็น ๆ เช่น "ใจเย็น ๆ นะคะ หายใจลึก ๆ ก่อน แม่รู้ว่าลูกโกรธ ลูกกำลังเสียใจอยู่ค่ะ" เมื่อลูกใจเย็นลงแล้ว ค่อยพูดคุยกัน ถามหาเหตุผลของลูก ถามความต้องการของลูก ให้เข้าใจลูกแต่ไม่ตามใจเด็ดขาด และระวังอย่าใช้อารมณ์ เพราะลูกจะยิ่งดื้อ ยิ่งต่อต้าน

  1. ไม่ตอบสนองลูกเร็วเกินไป

การที่ลูกแสดงความต้องการบางอย่าง ควรฝึกให้ลูกรู้จักการรอคอย เช่น ต้องต่อคิวซื้ออาหารทุกครั้ง ห้ามแซงคิวคนอื่น หรือ รอให้แม่เล่นด้วย แม่ควรจะให้รอด้วยการบอกว่า " แม่ทำงานอยู่นะคะ เดี๋ยวแม่เล่นด้วยอีก 5 นาที ให้เข็มยาวชี้เลข 5 ก่อนค่ะ" เป็นการบอกจุดสิ้นสุดให้ลูกรู้ เพราะการรีบตอบสนองลูกเร็วเกินไป จะยิ่งทำให้ลูกใจร้อน รอไม่เป็น และยิ่งเอาแต่ใจมากขึ้นด้วย



การเลี้ยงลูก-พฤติกรรมเด็ก-ลูกดื้อ-ลูกก้าวร้าว

  1. ข้อตกลงมีไว้ทำตาม ไม่ใช่ต่อรอง

บางครั้งพ่อแม่ก็ต้องเด็ดขาดกับบางเรื่อง ไม่อย่างนั้นลูกจะต่อรอง ไม่จริงจังกับกฎในอนาคตได้ เช่น ตกลงกันว่าออกไปกินข้าวนอกบ้านลูกจะนั่งกินข้าวที่โต๊ะ ไม่เล่นเสียงดัง หากไม่เชื่อฟังกลับทันที และเมื่อไปถึงร้านหากลูกเสียงดัง ไม่ฟังพ่อแม่ ก็ต้องพากลับทันที ไม่มีต่อรอง เพื่อให้ลูกเรียนรู้กฎว่าต้องทำตาม พ่อแม่พูดคำไหนคำนั้น ลูกจะขาดวินัย ไม่ทำตามกฎกติกาไม่ได้

  1. พ่อแม่อย่าใจอ่อน

เวลาเห็นลูกร้องไห้มันช่างทรมานเหลือเกิน จนบางครั้งเราก็เผลอใจอ่อนยอมตามใจลูก แต่การยอมตามใจลูกส่งผลเสียมากกว่าผลดี เพราะลูกจะควบคุมพ่อแม่ได้ รู้ว่าใช้การร้องไห้เป็นเครื่องมือในการเอาชนะพ่อแม่ได้ ฉะนั้น หากลูกร้องไห้ก็เขาไปพูดคุยบอกให้ลูกใจเย็น ๆ ก่อน แล้วถามเหตุผลของลูก และบอกเหตุผลของเราไป หรือ เบี่ยงเบนความสนใจของลูกไปหาอย่างอื่นก่อน แล้วค่อยพูดคุยทีหลัง เพื่อให้ลูกเลิกดราม่าและมีเหตุผลมากขึ้น

 8146 1

ลูกดื้อ & ต่อต้าน ไม่ใช่เรื่องใหญ่ พ่อแม่แก้ไขได้


ลูกดื้อ- นมโฟร์โมสต์โอเมก้า369โกลด์- ForemostOmega369Gold- นมกล่องสำหรับเด็ก-โอเมก้า- พัฒนาการเด็ก

ลูกดื้อ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ พ่อแม่แก้ไขได้

ลูกดื้อ อาจเป็นพัฒนาการปกติทั่วไป หากไม่ก่อให้เกิดอันตรายหรือแค่เล่นซนก็ไม่น่าเป็นห่วงค่ะ แต่ถ้าลูกดื้อและแถมยังต่อต้านพ่อแม่ด้วยอารมณ์โกรธด้วยแล้ว ต้องรีบหาทางปรับแก้กันด่วนเลยค่ะ

เพราะตามธรรมชาติของเด็กวัย 2 - 4ขวบ จะชอบสำรวจสิ่งแวดล้อม ชอบทำตามหรือเลียนแบบผู้ใหญ่ เป็นวัยเรียนรู้ ห้ามอย่างไรไม่ค่อยฟังจนดูเหมือนดื้อต่อต้าน และอารมณ์แปรปรวนง่าย หากไม่ได้ดั่งใจก็จะร้องอาละวาด

ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ลูกดื้อต่อต้านนั้นมาจากพัฒนาการ สิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดู และพื้นฐานอารมณ์ของเด็กแต่ละคน ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำความเข้าใจเพื่อจะได้ปรับพฤติกรรมของลูกให้เป็นไปในเชิงบวกได้ โดยการปรับพฤติกรรมเด็กดื้อต่อต้าน สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้ค่ะ

 

ลูกดื้อ- นมโฟร์โมสต์โอเมก้า369โกลด์- ForemostOmega369Gold- นมกล่องสำหรับเด็ก-โอเมก้า- พัฒนาการเด็ก  
 
1. ให้แรงเสริมทางบวกทั้งใจและกาย คือการให้คำชมเชยผ่านทั้งคำพูดและการแสดงออกด้วยความจริงใจ เช่น การโอบกอด ลูบศรีษะ การกล่าวชื่นชม จะทำให้เขาได้รู้ว่าเขาทำสิ่งที่ถูกต้องและส่งผลดีกับเขามากแค่ไหน นอกจากนี้แล้วพ่อแม่สามารถสนับสนุนเขาให้ได้รับสิ่งที่ดีในด้านอื่นๆ อีกด้วย เช่น การให้ลูกกินอาหารที่มีประโยชน์ ตามหลักโภชนาการ 5 หมู่ และเสริมด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อระบบประสาทและสมอง เช่น นมที่มีโอเมก้า3 6 9 , DHA  ที่จำเป็นต่อร่างกายเพื่อช่วยเสริมสร้างพัฒนาการสมองของลูก ให้ลูกพร้อมเล่นและเรียนรู้อย่างอิสระ มีความคิดสร้างสรรค์ และทำกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวันได้เป็นอย่างดี

2. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีและชี้แนะอย่างมีเหตุผลพ่อแม่ต้องทำความเข้าใจในตัวลูก การบอกหรือสอนลูกให้รู้ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ พร้อมอธิบายเหตุผล พูดคุยแก้ปัญหา หรือเปิดใจ ว่าเขาไม่พอใจเรื่องอะไร เรามาหาทางแก้ไข หรือหาทางออกร่วมกัน ซึ่งมีส่วนช่วยสร้างความสัมพันธ์และความไว้ใจระหว่างกันได้


 ลูกดื้อ- นมโฟร์โมสต์โอเมก้า369โกลด์- ForemostOmega369Gold- นมกล่องสำหรับเด็ก-โอเมก้า- พัฒนาการเด็ก
 
3. ฝึกวินัยเพื่อการแสดงออกที่เหมาะสม โดยเฉพาะกิจวัตรประจำวันของลูก เช่น การกิน การตื่น การนอน การขับถ่าย ฯลฯ จะสอนให้ลูกมีระเบียบวินัย และรู้จักเวลามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการฝึกลูกให้กินอาหารเป็นเวลาจะช่วยให้ลูกคุ้นกับการตรงต่อเวลา ลูกจะรู้ว่าช่วงเวลาไหนเป็นเวลาที่ควรจะกินมื้อหลัก เวลาไหนเป็นเวลาของว่าง และช่วงเวลาไหนที่ไม่ควรจะกินอะไรเลย

 
ที่สำคัญถ้าพ่อแม่ฝึกลูกให้กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ผัก ผลไม้ อาหารหลัก 5 หมู่ รวมถึงนมที่มีสารอาหารสำคัญเช่น โอเมก้า 3 6 9 , DHA , วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ อย่างครบถ้วน นอกจากจะช่วยให้ร่างกายลูกแข็งแรงดีแล้ว อาหารที่มีประโยชน์ยังช่วยพัฒนาสมองของลูก ให้พร้อมเรียนรู้อย่างรอบด้านอีกด้วย
 
เพราะการเลี้ยงลูกให้น่ารัก ไม่มีรูปแบบตายตัว แต่สิ่งสำคัญที่จะทำให้ลูกเป็นเด็กน่ารัก ไม่ดื้อ ไม่ต่อต้านเอาแต่ใจ คือความเอาใจใส่ของพ่อแม่ต้องมีความสม่ำเสมอเพื่อให้ลูกเกิดความเคยชิน และมีความต่อเนื่องของพัฒนาการอย่างเหมาะสมตามวัย
 
Foremost Omega 369 Gold  สนับสนุนให้พ่อแม่เลี้ยงลูกด้วยความรักและความเข้าใจ ปล่อยให้ลูกเล่นอย่างอิสระ เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง และเติบโตขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ มีอิสระในการคิดและทำสิ่งต่างๆ นอกกรอบ และมีความคิดสร้างสรรค์ ที่สำคัญ ทุกๆ การสนับสนุนจากพ่อแม่ จะทำให้ลูกรู้สึกได้รับความรักและมีความสุขกับทุกๆ เรื่องที่เขาทำค่ะ 
 
 

#หนูเก่งนะแม่กล้ามั้ย
#ForemostOmega369Gold
 
(พื้นที่โฆษณาและประชาสัมพันธ์)
 

ลูกนอนกัดฟัน ทะลุถึงโพรงประสาทฟันทำอย่างไร

 

นอนกัดฟัน, ลูกนอนกัดฟัน, โพรงประสาทฟัน, ดูแลฟัน 

แม้การนอนกัดฟันของลูกจะดูไม่น่ากังวลนัก แต่หากปล่อยให้เกิดขึ้นต่อเนื่องเรื้อรัง อาจมีผลให้เนื้อฟันค่อย ๆ สึกกร่อน และร้ายแรงถึงขั้นติดเชื้อถึงโพรงประสาทฟันได้

สาเหตุการนอนกัดฟันของลูกไม่มีสาเหตุที่แน่ชัดค่ะ แต่เกิดได้จากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

1.มีฟันขึ้น โดยเฉพาะในเด็ก 1 ขวบที่ฟันหน้าบนและล่างขึ้นแล้วมีการขบกันไปมาอยู่ตลอด ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับอาการกัดฟัน แต่จะเกิดขึ้นเพียงช่วงระยะหนึ่งเท่านั้น

2.ความเครียดหรือกังวล  สภาพจิตใจและความเครียดมีผลต่อการนอนกัดฟันของลูก เช่น ช่วงที่ลูกเริ่มเข้าโรงเรียน เพราะต้องเจอเพื่อนใหม่ สังคมใหม่ จึงเกิดความเครียดและกังวลเมื่อต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่แปลกไปจากเดิม

3.พันธุกรรม  หากคุณพ่อคุณแม่หรือคนในครอบครัวมีประวัติการนอนกัดฟัน เจ้าตัวเล็กของเราก็มีความเสี่ยงที่จะนอนกัดฟันด้วย

4.มีความสัมพันธ์ของโรค  เช่น สมาธิสั้น ลมชัก ความพิการทางสมอง ซึ่งเกี่ยวกับการควบคุมกล้ามเนื้อ รวมถึงถ้าลูกมีปัญหาการนอนกรน ละเมอ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจก็สามารถส่งผลให้ลูกนอนกัดฟันได้

กัดฟันแค่ไหนอันตราย

การกัดฟัน คือการที่ฟันขบถูกันอยู่ มักพบขณะนอนหลับ โดยจะกัดเป็นช่วง ๆ ขณะที่ยังหลับไม่ลึก ซึ่งจะทำให้เนื้อเคลือบฟันสึกไปเรื่อย ๆ การนอนกัดฟันของลูกมีแบบที่สังเกตไม่เห็นความผิดปกติ และแบบที่กัดรุนแรงจนมีเสียงดังทุก ๆ วัน ซึ่งจะส่งผลให้ลูกน้อยมีอาการดังนี้

  • เสียวฟัน 

ฟัน 1 ซี่ ประกอบด้วยชั้นเคลือบฟัน เนื้อฟัน และโพรงประสาทชั้นในสุด ถ้ากัดรุนแรงในระยะเวลาต่อเนื่อง จะทำให้ชั้นเคลือบฟันสึกกร่อน และหากถึงเนื้อฟัน ลูกจะรู้สึกเสียวฟันได้

  • ปวดกล้ามเนื้อใบหน้า 

การกัดฟันรุนแรงส่งผลให้ลูกปวดกล้ามเนื้อรุนแรงได้ หากปล่อยไว้จนเป็นเรื้อรัง อาจเกิดปัญหาข้อต่อขากรรไกรได้ สังเกตได้จาก ลูกมักบ่นปวด ๆ เมื่อย ๆ แก้ม เวลาที่อ้าปากหรือเคี้ยวอาหาร หรือปวดหัว ปวดขมับ

  • ทะลุโพรงประสาทฟัน 

ถ้าเข้าถึงโพรงประสาทฟันจนมีการติดเชื้อ มีหนองที่ปลายรากฟัน คุณแม่จะสังเกตเห็นว่าลูกมักบ่นว่าปวดฟัน และมีสีเหลือง หรือบวมเป็นหนอง หากมีการติดเชื้อที่ฟันล่าง อาจทำให้คางบวมจนอุดกั้นทางเดินหายใจ ถ้าติดเชื้อที่ฟันบนใต้ตาจะบวม และเสี่ยงที่จะติดเชื้อในกระแสเลือดได้

การรักษาและป้องกัน

หากลูกนอนกัดฟันถึงขั้นทะลุโพรงประสาทฟัน อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของลูก ต้องรีบพามาพบคุณหมอเพื่อรักษารากฟัน โดยการเอาเนื้อเยื่อที่อักเสบบริเวณโพรงประสาทฟันออก แล้วทำความสะอาดรากฟัน ใส่ยาฆ่าเชื้อและใส่ครอบฟัน ซึ่งการรักษาด้วยวิธีนี้จะช่วยป้องกันการติดเชื้อและการอักเสบลุกลามที่รุนแรงได้

ดังนั้นคุณแม่ควรหมั่นสังเกต หากพบว่าลูกมีอาการนอนกัดฟันควรพามาพบทันตแพทย์เพื่อตรวจเบื้องต้น ซึ่งคุณหมออาจพิจารณาให้ใส่เฝือกสบฟัน ที่ทำจากอะคริลิกตอนนอน เพื่อป้องกันไม่ให้ฟันสึก

อย่างไรก็ตามควรหาสาเหตุของการนอนกัดฟันให้พบ เช่น หากเกิดจากความเครียดความกังวลของลูก คุณแม่ควรพูดคุยกับลูก และสร้างความผ่อนคลาย เช่น จัดบรรยากาศห้องนอนให้สงบ แสงไม่จ้าเกินไป ก่อนนอนให้อ่านนิทาน หรือให้ลูกฟังเพลงสบาย ๆ ไม่ควรให้วิ่งเล่นสนุกสนาน หรือกินข้าวอิ่มเกินไปก่อนนอนค่ะ

ลูกน้ำหนักน้อย ให้ลูกดื่มนมแพะดีไหม

น้ำหนักตัวน้อย-ขาดสารอาหาร-นม-นมแพะ-เลือกนมให้ลูกแบบไหนดี 

ลูกน้ำหนักตัวน้อย น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ทำให้คุณแม่กังวลว่าพัฒนาการจะไม่สมวัย การที่ลูกน้ำหนักตัวน้อยอาจมาจากสาเหตุที่ต่างกัน ดังนั้นคุณแม่จำเป็นต้องทราบสาเหตุที่ทำให้ลูกน้ำหนักตัวน้อยเสียก่อน จึงจะหาทางเพิ่มน้ำหนักตัวได้อย่างถูกต้อง 

สาเหตุที่ทำให้ลูกน้ำหนักตัวน้อย  
  1. มีอาการป่วย ไม่สบาย

เด็กในช่วงขวบปีแรกภูมิคุ้มกันอาจจะยังไม่แข็งแรง ทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย เมื่อป่วยอาจทำให้ดื่มนมได้น้อย กินไม่ค่อยได้ ส่งผลให้น้ำหนักตัวน้อย น้ำหนักไม่ขึ้น 

  1. ลูกกินยากเบื่ออาหาร

เมื่อลูกโตขึ้นเขาจะเริ่มกินยาก ติดเล่น กินเฉพาะตอนที่อยากกิน หรือมีความรู้สึกเบื่ออาหาร เมื่อลูกกินน้อยจึงทำให้น้ำหนักตัวน้อยตามไปด้วย

  1. ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วนและไม่เหมาะสมกับการเจริญเติบโต

ลูกเริ่มเลือกกิน กินครบ 3 มื้อก็จริงแต่ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วนจึงอาจทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารสำคัญต่อการเจริญเติบโต ทำให้น้ำหนักตัวน้อย และอาจทำให้ป่วยได้ง่ายด้วย 

 

เมื่อคุณแม่ทราบสาเหตุที่ลูกน้ำหนักน้อยจะทำให้แก้ปัญหา หรือดูแลโภชนาการ อาหารการกินของลูกได้ถูกต้อง การให้ลูกดื่มนมแพะเป็นหนึ่งวิธีร่วมกับวิธีอื่นๆ   

  1. นมแพะมีระบบการให้น้ำนมแบบเดียวกับคน

ที่เรียกว่า อะโพไคร์น (Apocrine) ทำให้มีสารอาหารจากธรรมชาติในปริมาณสูง อย่างไบโอแอคทีฟ คอมโพเนนท์ (Bioactive Components) ซึ่งประกอบด้วย นิวคลีโอไทด์ ทอรีน โพลีเอมีนส์ และโกรทแฟคเตอร์ ที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต

  1. นมแพะมีโปรตีนย่อยง่าย

ช่วยให้ร่างกายดูดซึมนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งระบบการย่อยและการดูดซึมอาหารของเด็กยังพัฒนาได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ดังนั้นนมที่มีโปรตีนย่อยยาก อาจส่งผลให้เกิดอาการไม่สบายท้อง ท้องอืด ท้องผูก หรือน้ำหนักไม่ขึ้นตามเกณฑ์นมแพะที่มีโปรตีนย่อยง่ายจึงช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต และช่วยส่งเสริมให้ลูกรักมีน้ำหนักตัวดีเหมาะสมตามวัย

  1. ในนมแพะมีไขมัน MCT Oil ตามธรรมชาติ

ซึ่ง MCT Oil เป็นไขมันสายโซ่ปานกลาง ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ากรดไขมันในนมวัว จึงย่อยได้ง่าย ร่างกายลูกน้อยดูดซึมนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มีน้ำหนักตัวเหมาะสมตามวัย   4. นมแพะช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันช่วยให้ลูกไม่ป่วยง่าย

ในนมแพะมีพรีไบโอติก ชนิด Oligosaccharide (Inulin &Oligofructose) หรือใยอาหาร ซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์สุขภาพในทางเดินอาหาร จึงช่วยป้องกันการติดเชื้อ การอักเสบในทางเดินอาหาร รวมถึงช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำให้ลูกไม่เจ็บป่วยง่าย และมีร่างกายแข็งแรง

นอกจากการให้ลูกดื่มนมแพะแล้ว ต้องพิจารณาใช้หลายวิธีร่วมกัน เช่น ปรับเปลี่ยนอาหารโภชนาการของลูก เพิ่มอาหารที่มีกรดไขมันดี ให้ลูกรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ และให้ลูกนอนหลับเป็นเวลาเพื่อกระตุ้นโกรทฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโตที่ดีและสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการพาลูกไปตรวจร่างกาย หรือพบคุณหมอ เพื่อรับวัคซีนตามเวลานัดอย่างสม่ำเสมอ คุณหมอจะพิจารณาเกณฑ์ส่วนสูงน้ำหนักของลูกได้ และให้คำแนะนำได้อย่างเหมาะสม