facebook  youtube  line

ลูกพูดติดอ่าง แก้ไขอย่างไร

 พูดติดอ่าง, พัฒนาการการพูด, การพูด, พัฒนาการ, พัฒนาการด้านภาษา, ลูกพูดไม่ชัด, ลูกพูดติดอ่าง, ปัญหาการพูด

อาการพูดติดอ่าง มักเกิดกับเด็กในช่วงวัย 2-4 ปี ซึ่งมีอาการพูดตะกุกตะกัก พูดไม่ออก หรือพูดซ้ำ กว่าจะหลุดออกมาได้แต่ละคำ ใช้เวลาพอสมควร ทำอย่างไรดีจึงจะทำให้อาการพูดติดอ่างของลูกนั้นหายไป มาดูที่มาและวิธีแก้ไขการพูดติดอ่างของลูกกันดีกว่า

พูด(ติด)อ่าง เกิดขึ้นได้อย่างไร

อาการพูดติดอ่างของเด็กเกิดได้จากหลายๆ สาเหตุค่ะ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องลองสังเกตดูหน่อยว่าเจ้าตัวเล็กที่บ้านเข้าข่ายข้อใดต่อไปนี้รึเปล่า

  1. จากกรรมพันธุ์ พ่อ แม่หรือคนในครอบครัวเคยพูดติดอ่างมาก่อน ก็อาจทำให้ลูกพูดติดอ่างได้เช่นกันค่ะ

  2. แม่มีน้องใหม่ เวลาที่มีน้องใหม่ ความรักความสนใจไปอยู่ที่น้องหมด แม่อาจจะไม่มีเวลาเล่นกับเขาได้เหมือนเคย เขาก็จะเหงาและบางทีจะรู้สึกกังวลด้วยกลัวว่าพ่อกับแม่จะไม่รักเขาเหมือนเดิม เลยส่งผลถึงการพูดของเขา หรือค้นพบว่าการพูดแบบนี้ทำให้พ่อแม่หันมาให้ความสนใจเขามากขึ้น

  3. โดนแย่งพูด พี่ น้อง หรือคนในบ้านพูดแทนหมด พอเขาจะขยับปากพูดสักคำก็โดนแย่งพูดไปหมดแล้ว ทำให้ไม่ค่อยมีโอกาสได้พูด หรือรีบพยายามจะพูดให้ทันคนอื่น เลยทำให้ติดอ่าง

  4. ถูกเลี้ยงแบบบังคับ เข้มงวด อาจสร้างความเครียดให้กับเด็ก ทำให้ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่กล้าที่จะพูด หรือมีความกลัวเวลาพูด

  5. คิดเร็วกว่าพูด เด็กวัยนี้เป็นวัยที่กำลังหัดพูด เพราะฉะนั้นเด็กจะคิดไปไวกว่าที่ปากจะทำงาน เลยทำให้คำพูดสักคำหลุดออกมาช้ากว่าที่ใจคิด

  6. เลียนแบบเพื่อน เดิมก็ไม่ติดอ่างกับเขาหรอกค่ะ แต่พอไปโรงเรียนเจอเพื่อนพูดติดอ่าง เข้าทางเด็กวัยนี้ที่กำลังเลียนแบบพอดี เลยเอาบ้าง

  7. ถูกบังคับให้เปลี่ยนจากการถนัดใช้มือซ้ายมาเป็นมือขวา ทำให้ลูกของเราไม่สบายใจ เกิดความวิตกกังวล และรู้สึกระแวงเพราะมีผู้ใหญ่คอยจับผิด

  8. ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด

ช่วยลูกไม่พูดติดอ่าง

การพูดติดอ่างของลูก เป็นพัฒนาการทางการพูดของเด็กที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่นานนัก ถ้าพ่อแม่รับมือและดูแลอย่างถูกวิธี อาการเหล่านี้จะหายได้เองค่ะ

เข้าใจลูก

อาการพูดติดอ่างเป็นพัฒนาการอย่างหนึ่งของเด็กวัยนี้ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ลูกกำลังหัดพูด การพัฒนาการภาษาจึงเริ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้ดีเหมือนการสื่อสารระหว่างผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นอย่าแสดงท่าทีรำคาญ หรือพยายามเร่งรัดให้ลูกพูดไม่ติดอ่างเร็วๆ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เด็กไม่กล้าพูดหรืออาจจะกลายเป็นพูดติดอ่างไปเลย

  • พ่อแม่เป็นต้นแบบที่ดี พูดช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ ไม่ใช่พอลูกติดอ่างก็ติดอ่างตามด้วยความเอ็นดู แบบนี้ไม่ดีค่ะ เพราะลูกน่ะจะคิดว่าเป็นสิ่งดีแล้วก็เลียนแบบเราอีกทีหนึ่ง วางเฉย หรือดุว่า ไม่ดีทั้งสองแบบ เพราะถ้าเราขำ ลูกจะคิดว่าดี พ่อแม่ชอบเลยทำอีก หรือถ้าพ่อแม่ดุ คราวนี้จะไม่กล้าพูดไปเลย ขาดความมั่นใจ
  • สังเกตคำที่ลูกพูดติดอ่างบ่อย ๆ เพราะอาจจะเป็นไปได้ว่าลูกมีปัญหากับการออกเสียงคำนั้น ๆ แล้วจึงช่วยลูกด้วยการพูดคำนั้นชัด ๆ
  • ทวนกับลูก ชวนลูกพูด ยิ่งรู้ว่าลูกของเราพูดติดอ่างแบบนี้ ยิ่งต้องชวนลูกคุยมากขึ้น แต่อย่าทำให้ลูกรู้สึกลนลาน หรือเร่งรัดให้เขาพูดคุยกับเรา ให้เขาทำตัวสบายๆ ค่อยๆ พูด ไม่ต้องรีบ
  • สร้างความมั่นใจให้ลูก โดยเป็นนักฟังที่ดี ทำให้เขารู้ว่าพ่อแม่รอฟังเขาพูดได้เสมอ และจะไม่ดุว่า ไม่ว่าจะพูดผิดหรือถูกอย่างไร
  • ในกรณีที่ลูกของเราถนัดซ้าย แต่เราเองพยายามที่จะเปลี่ยนให้ลูกถนัดขวานั้น อาจเป็นสาเหตุให้ลูกเครียดและพูดติดอ่างได้ค่ะ เพราะฉะนั้นทางทีดีคือไม่ควรบังคับ แต่พยายามให้ลูกได้ใช้มือขวามากขึ้น แล้วก็ให้ใช้มือซ้ายด้วย เพื่อให้ลูกได้ฝึกทักษะมือทั้งสองข้าง แล้วลูกจะได้ไม่รู้สึกว่าโดนบังคับ ส่วนว่าเขาจะถนัดมือไหนมากกว่าก็อยู่ที่ตัวเขา
  • หาคำศัพท์ใหม่ ๆ ช่วยฝึกลูกพูด ไม่ว่าจะเป็นการเล่านิทาน การพูดคุย อ่านหนังสือ รูปภาพ ฯลฯ เป็นอีกหนึ่งเทคนิคในการเพิ่มคำศัพท์ที่จะทำให้เด็กรู้จักคำพูดที่เขาจะได้นำมาใช้ในการสื่อสารมากขึ้น เพราะเด็กบางคนคิดเร็วแต่ไม่รู้คำศัพท์ที่จะสื่อสาร
  • หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้ลูกอึดอัด เช่น การให้พูดต่อหน้าคนเยอะ หรืออยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย คุยกับคนที่ไม่คุ้นเคย เพราะจะทำให้ให้เขารู้สึกเครียด กังวล และเขาจะพูดติดอ่างมากยิ่งขึ้นค่ะ
"พูดติดอ่าง" แบบนี้ปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว

พูดติดอ่างเป็นพัฒนาการอย่างหนึ่งของเด็กในช่วงวัยนี้ก็จริงค่ะ ถ้าได้ทำตามวิธีที่แนะนำมาแล้วเชื่อว่าลูกของเราน่าจะอาการดีขึ้น แต่ถ้าในรายใดที่เริ่มส่งสัญญาณดังต่อไปนี้ พ่อแม่ไม่ควรวางใจค่ะ

ยิ่งนานวันจำนวนคำที่พูดติดอ่างยิ่งเพิ่มขึ้น เวลาพูดมีทีท่ากังวล เช่น บิดมือไปมา ไม่สบตา ถอนหายใจ พูดน้อยลงกว่าเดิม เริ่มใช้มือและส่งภาษาใบ้ ลองพยายามแก้ไขมานานกว่า 6 เดือนแล้วยังไม่ดีขึ้น หากลูกอายุมากกว่า 5 ขวบไปแล้ว ยังพูดติด ๆ ขัด ๆ หรือยังติดอ่างไม่หายสักที ควรพาไปพบแพทย์ เพราะอาจจะเป็นสัญญาณเตือนว่าลูกมีปัญหาในการพูดค่ะ เด็กวัยนี้ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าความรักและความเอาใจใส่ที่พ่อแม่มีให้ ซึ่งถ้าลูกได้รับแบบเต็มร้อยแล้ว จะพูดติดอ่างมากแค่ไหน ยังไงพ่อแม่ก็แกะออกค่ะ

ลูกฟันผุอย่าปล่อยทิ้งไว้ เสี่ยงติดเชื้อรุนแรงลามอวัยวะข้างเคียง

การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก-แปรงฟัน-ฟันผุ-ลูกฟันผุ

ลูกฟันผุอย่าปล่อยทิ้งไว้ เสี่ยงติดเชื้อรุนแรงลามอวัยวะข้างเคียง

ฟันผุเกิดจากการมีเศษอาหารไปค้างอยู่ตามซอกฟัน หรือมีน้ำตาลจากอาหารที่อยู่ในปากและสัมผัสกับฟันอยู่เป็นเวลานาน จึงทำให้เชื้อแบคทีเรียที่อยู่บนแผ่นคราบฟันเกิดกระบวนการย่อยสลายเศษอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลให้กลายเป็นกรดแลคติกที่มีฤทธิ์ทำลายแร่ธาตุที่ผิวฟัน  จนทำให้ฟันผุกร่อนไปทีละน้อยจากชั้นเคลือบฟันภายนอกเข้าไปในเนื้อฟันจนทะลุถึงชั้นโพรงประสาทฟัน ทำให้เกิดอาการปวดฟัน หรือฟันอักเสบเป็นหนอง โดยเริ่มจากรูเล็กๆแล้วลุกลามใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นฟันผุ 

สาเหตุการเกิดฟันผุ ดังนี้

1.แบคทีเรียในช่องปาก 

2.การดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลม 

3.กินขนมขบเคี้ยวเป็นประจำ 

4.ไม่ชอบแปรงฟัน 

สาเหตุเหล่านี้หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รีบรักษา อาจลุกลามไปถึงโพรงประสาทฟันทำให้เกิดการอักเสบ หากเชื้อโรคลุกลามไปที่รากฟัน เกิดหนอง จะส่งผลเสียต่ออวัยวะสำคัญข้างเคียง ไม่ว่าจะเป็น ตา โพรงไซนัส และสมอง เสี่ยงต่อการติดเชื้อและกระจายไปอวัยวะต่างๆ 

อาการที่พบ

-มีรูหรือมีรอยผุที่ฟัน 

-เสียวฟันมากขึ้นเมื่อดื่มหรือรับประทานอาหารหวาน ร้อนจัดหรือเย็นจัด 

-ปวดฟัน มีอาหารติดบริเวณซอกฟันบ่อยๆ 

วิธีการป้องกันฟันผุสำหรับเด็ก

1.พ่อแม่ควรพาลูกไปพบทันตแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากและฟันเป็นประจำทุก 6 - 12 เดือน

2.สอนให้ลูกแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งในตอนเช้าและก่อนนอน 

3.ใช้ไหมขัดฟันเพื่อช่วยทำความสะอาดซอกฟันที่ขนของแปรงสีฟันเข้าไปไม่ถึง

4.ลดอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลให้น้อยลง เช่น มันฝรั่งทอด ขนมขบเคี้ยว ลูกอม ผลไม้อบแห้ง เป็นต้น

ดังนั้นการป้องกันฟันผุจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากโดยเฉพาะเด็กเล็ก พ่อแม่ควรใส่ใจ โดยหมั่นสังเกตฟันของเด็ก เพื่อตรวจหาบริเวณที่ผิวฟันเป็นรู  ฟันที่มีการเปลี่ยนเป็นสีดำหรืออาจมีอาการปวดฟัน 

 

ที่มา : กรมการแพทย์

ลูกยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง บั่นทอนพัฒนาการด้านสังคม ต้องแก้ไขด่วน!

เด็กเอาแต่ใจ- เด็กดื้อ- วิธีอบรมสั่งสอนเด็ก- การปรับพฤติกรรมเด็ก- วิธีทำให้เด็กยอมรับคนอื่น-วิธีแก้ไขเด็กเอาแต่ใจ 

ลูกยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง บั่นทอนพัฒนาการด้านสังคม ต้องแก้ไขด่วน!

เด็กยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง หมายถึงการที่เด็กยึดติดกับความคิดของตนเอง ไม่เข้าใจว่าความคิดและความรู้สึกของตนเองแตกต่างจากผู้อื่น ไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ตนมองเห็นกับสิ่งที่คนอื่นมองเห็น มักคิดว่าการรับรู้ของเขาเป็นสิ่งตายตัวเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทำให้มีอุปสรรคต่อการพัฒนาด้านสังคมของเด็ก ดังนั้นพ่อกับแม่ต้องแก้ไขปัญหาลูกยึดติดตนเองดังนี้ค่ะ

วิธีแก้ไขเมื่อลูกยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง

  1. จับเข่าคุยกันถึงเรื่องที่ลูกเห็นต่างจากเพื่อน ให้สอนลูกด้วยการใช้เหตุผลให้เข้าใจง่ายและยกตัวอย่างประกอบที่ลูกจะสนใจ ทั้งนี้ต้องสอนไปด้วยความรัก เข้าใจ และอ่อนโยน

  2. ปรับพฤติกรรมของลูก หากพบว่าลูกเห็นต่างจากเพื่อนจนก้าวร้าว พ่อกับแม่ต้องแก้ไขพฤติกรรมลูก ด้วยการยกตัวอย่างความดีของพ่อกับแม่และเป็นตัวอย่างให้ลูก ลูกจะเกิดการเลียนแบบพฤติกรรมพ่อกับแม่

  3. ฝึกการเข้าสังคม พาลูกไปเยี่ยมญาติ หรือพบปะครอบครัวใหญ่บ่อยๆ เพื่อให้ลูกมีโอกาสเล่นหรือมีปฏิสัมพันธ์ ลูกจะได้เรียนรู้การเข้าสังคม

  4. พูดคุยกับลูกเรื่องชีวิตประจำวัน ชวนลูกคุยเกี่ยวกับโรงเรียน เช่น ถามเกี่ยวกับเพื่อน ครู คนอื่นๆ เพื่อให้ลูกได้ใช้ภาษาที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่นและลดการพูดถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตนเอง

  5. สอนให้ลูกรู้จักแบ่งปัน ลูกรู้จักแบ่งปันจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเห็นใจคนอื่นด้วย เช่น การแบ่งของให้เพื่อนบ้าน แบ่งขนมให้เพื่อน และต้องฝึกการรอคอยตามความเหมาะสมด้วย เช่น การเข้าแถวรับบริการต่างๆ เป็นต้น

  6. เล่านิทานเพื่อให้ลูกมีแรงจูงใจ การเล่านิทานก่อนนอนจะทำให้ลูกคลายการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางลงได้ เนื้อหาจะต้องเป็นเรื่องที่มีการแบ่งปัน ช่วยเหลือคนอื่น มีน้ำใจ เพื่อให้ลูกเลียนแบบพฤติกรรมทางสังคมที่ดีจากตัวละครในนิทาน

สรุปแล้วการเลี้ยงลูกไม่ยากค่ะ แต่ก็ไม่ง่าย คุณพ่อคุณแม่ต้องเรียนรู้ และทำความเข้าใจลูก สิ่งที่ลูกต้องการ ความต้องการ ความรู้สึกที่แท้จริง เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างถูกวิธี และไม่บั่นทอนความรู้สึกของลูกด้วยนะคะ รักลูกต้องเข้าใจลูกค่ะ


 

ลูกร้องอาละวาด (Temper Tantrums) ปัญหาไม่เล็ก แต่พ่อแม่รับมือได้!

การเลี้ยงลูก- สอนลูก- เลี้ยงลูก- ลูกดื้อ- ป้องกันลูกดื้อ- สาเหตุลูกดื้อ- ลูกร้องอาละวาด-อาการร้องอาละวาด-Temper Tantrums-ปรับพฤติกรรมลูก-พฤติกรรมก้าวร้าว-ก้าวร้าว 

ลูกบ้านไหนเป็นหนูน้อยงอแง อาละวาด (Temper Tantrums) บ้างคะ? เด็กบ้านแอดมินร้องไห้งอแงประจำเลยค่ะ แต่วันนี้แม่แอดมินรับมือได้แล้ว เลยมีคำแนะนำดี ๆ มาฝากกันค่ะ

การร้องอาละวาดเป็นพัฒนาการปกติที่เด็กกำลังเรียนรู้การควบคุมตนเอง เริ่มพบได้ตั้งแต่อายุ 1-3 ปี พบร้อยละ 50-80 มีการร้องอาละวาดอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งในช่วงวัยนี้ และจะค่อย ๆ ลดลงจนหายไปเมื่ออายุ 4 ปี 

การร้องอาละวาดหมายถึง พฤติกรรมแสดงความไม่พอใจ เช่น การกรีดร้อง ตะโกน กระทืบเท้า นอนดิ้นกับพื้น ฟาดแขนขา จนถึงทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น เพื่อระบายความโกรธหรือความคับข้องใจ ซึ่งเป็นอารมณ์ที่ควบคุมได้ยากในเด็กเล็ก

อาการ

มักเริ่มจากความโกรธ ไม่พอใจ ตามมาด้วยการร้องไห้รุนแรง ล้มตัวนอนกับพื้น ฟาดแขนขาไปมา อาจทำร้ายตนเองหรือคนอื่น บางคนร้องมากจนเกิดการร้องกลั้น (breath holding spell) ส่วนใหญ่การร้องอาละวาดใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที เนื่องจากการร้องอาละวาดอาจเป็นพัฒนาการปกติตามวัยหรือเป็นการร้องอาละวาดที่เป็นปัญหา ผู้ปกครองควรทราบลักษณะของการอาละวาดที่เป็นปัญหา

การร้องอาละวาดที่เป็นปัญหา

1.พ่อแม่คิดว่าเป็นปัญหา หรือเกิดขึ้นบ่อยที่โรงเรียน

2.ร้องตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปต่อวัน แต่ละครั้งร้องนานเกิน 15 นาที

3.มีปัญหาพฤติกรรมอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ปัญหาการนอน ปัญหาการเรียน ปัญหาความสัมพันธ์กับเพื่อน

4.มีการทำลายข้าวของ ทำร้ายตนเอง ทำร้ายผู้อื่นร่วมด้วย

การเลี้ยงลูก- สอนลูก- เลี้ยงลูก- ลูกดื้อ- ป้องกันลูกดื้อ- สาเหตุลูกดื้อ- ลูกร้องอาละวาด-อาการร้องอาละวาด-Temper Tantrums-ปรับพฤติกรรมลูก-พฤติกรรมก้าวร้าว-ก้าวร้าว

การช่วยเหลือ การให้ความรู้กับพ่อแม่เป็นสิ่งสำคัญ ควรอธิบายให้พ่อแม่เข้าใจว่าการร้องอาละวาดเป็นพฤติกรรมที่ปกติของเด็กวัยนี้ และจะหายไปหากได้รับการช่วยเหลืออย่างเหมาะสม หากมีปัจจัยที่ทำให้เกิดการร้องอาละวาดควรแก้ไข เช่น เด็กพูดช้าควรส่งฝึกพูด มีภาวะหรือโรคทางกาย ก็ควรรักษาภาวะเหล่านั้น เป็นต้น

การป้องกันการร้องอาละวาด
  • กำหนดขอบเขตของสิ่งที่ทำได้หรือทำไม่ได้ให้ชัดเจน เหมาะสมกับอายุของเด็ก และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดนั้นอย่างสม่ำเสมอ
  • จัดกิจวัตรประจำวันให้เป็นเวลา โดยเฉพาะการกินและการนอน
  • การให้เด็กเลิกกิจกรรมที่เด็กสนใจ เช่น ให้เลิกเล่น อาจกระตุ้นให้เด็กไม่พอใจ ควรเตือนเด็กล่วงหน้าก่อนจะให้เด็กเลิกกิจกรรมนั้น
  • หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เด็กหงุดหงิดหากเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น เช่นการทำกิจกรรมที่เกินตามสามารถตามวัยของเด็ก หากเด็กเริ่มหงุดหงิดพยายามเบี่ยงเบนเด็กให้สนใจอย่างอื่นแทน
  • สอนเด็กให้ใช้คำพูดแสดงความรู้สึกหรือความต้องการแทนการแสดงออกทางกาย
  • เปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกบ้าง และตัวเลือกนั้นพ่อแม่ต้องยอมรับได้
  • พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูความเป็นตัวอย่างที่ดีของการควบคุมอารมณ์ ไม่ต่อว่าเด็กด้วยอารมณ์หรือลงโทษด้วยวิธีที่รุนแรง
  • ควรให้ความสนใจทางบวกแก่เด็กอย่างสม่ำเสมอ เช่น ชมเชยหากเด็กมีพฤติกรรมที่ดี เพื่อให้เด็กมีแรงจูงใจที่จะทำพฤติกรรมที่ดีมากขึ้น
 การเลี้ยงลูก- สอนลูก- เลี้ยงลูก- ลูกดื้อ- ป้องกันลูกดื้อ- สาเหตุลูกดื้อ- ลูกร้องอาละวาด-อาการร้องอาละวาด-Temper Tantrums-ปรับพฤติกรรมลูก-พฤติกรรมก้าวร้าว-ก้าวร้าว
การแก้ไขขณะเกิดการร้องอาละวาด

พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูควรนิ่งสงบไม่ควรตะโกนหรือแสดงอาการโกรธให้เด็กเห็น จะยิ่งทำให้การร้องอาละวาดเป็นมากขึ้น

  1. อาจใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจในช่วงแรกโดยเฉพาะเด็กเล็ก หากไม่ได้ผลควรวางเฉย อาจยืนอยู่ห่าง ๆ โดยไม่ต้องพูดหรือสนใจจนกว่าเด็กจะสงบลง
  2. ในเด็กโตควรแยกให้เด็กอยู่คนเดียว (time-out) และเก็บสิ่งของที่อาจเป็นอันตรายให้พ้นมือเด็ก
  3. หากเด็กทำร้ายตนเอง ผู้อื่น หรือข้าวของให้จับเด็กออกมาจากบริเวณนั้น กดหรือจับมือเด็กไว้จนกว่าเด็กจะสงบ
  4. เมื่อเด็กสงบแล้วให้เข้าไปคุยกับเด็กตามปกติ หากเป็นเด็กโต อาจพูดคุยถึงสิ่งเกิดขึ้นและวิธีการแก้ไขต่อไป
  5. หากเด็กร้องเพราะไม่ต้องการทำกิจกรรมบางอย่าง เช่น ไม่อยากเข้านอน ควรยืนยันในสิ่งที่เด็กต้องทำแม้ว่าเด็กกำลังร้องอาละวาดอยู่ เพราะหากยืดเวลาออกไปจะทำให้เด็กใช้พฤติกรรมนี้ทุกครั้งที่รู้สึกคับข้องใจ
  6. ไม่ควรลงโทษรุนแรงเมื่อเด็กร้องอาละวาด เพราะจะทำให้เด็กโกรธและหงุดหงิดมากขึ้น

 

จากที่กล่าวมาจะพบว่าการร้องอาละวาดเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการปกติ พ่อแม่และผู้เลี้ยงดูควรมีความรู้ความเข้าใจในการสังเกตลักษณะการร้องอาละวาดที่เป็นปัญหา ตลอดจนวิธีการที่เหมาะสมในการป้องกันและแก้ไขขณะที่เด็กอาละวาด หากเด็กได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสมการร้องอาละวาดจะดีขึ้นจนค่อย ๆ หายไปได้

 

เอกสารอ้างอิง

1.วิรงรอง อรัญนารถ. ปัญหาพฤติกรรมที่พบบ่อยในเด็กวัยแรเกิดถึง 3 ปี. ตำราพัฒนาการเด็กและพฤติกรรมเด็ก เล่ม 3, 2556 : 215-225

ลูกวัย 1-3 ปี ต้องเล่นอะไรถึงจะดีต่อพัฒนาการ

ของเล่น-ของเล่นเด็ก1-3ปี-พัฒนาการ-เสริมพัฒนาการ-ของเล่นตามวัย-ของเล่นเสริมพัฒนาการ-ร้านของเล่น-ขายของเล่นเด็ก

ลูกวัย 1-3 ปี ต้องเล่นอะไรถึงจะดีต่อพัฒนาการ

พัฒนาการทุกด้านของเด็กนั้นเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการที่จะพัฒนาให้ครบรอบด้านมีปัจจัยสำคัญหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นก็คือการเล่นที่เหมาะสมกับวัย

วัย 1-2 ปี

เด็กวัยนี้เริ่มเดินได้เองแม้จะไม่มั่นคงนัก แต่ก็ชอบเกาะเกี่ยวเฟอร์นิเจอร์เครื่องเรือนเดินจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เป็นการเรียนรู้เรื่องระยะทางและฝึกการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อต่างๆ ลูกจะสนุกกับสิ่งใหม่ๆ ที่ได้พบเห็น ชอบปีนป่ายขึ้นบันได มุดโต๊ะ พ่อแม่จึงต้องใส่ใจเรื่องความปลอดภัยให้มาก และวัยนี้ชอบขีดๆ เขียนๆ เข้าใจคำพูดรวดเร็วมาก ใครพูดอะไรจะพูดตามทันที

เล่นเสริม :

  • พัฒนาการร่างกาย ของเล่นควรเป็นประเภทลากจูงไปมาได้ เช่น รถไฟ หรือรถลากต่อกันเป็นขบวน หรือกล่องกระดาษมีเชือกร้อยต่อกัน
  • พัฒนาการสมอง การเล่นสำรวจที่ใช้ประสาทสัมผัสและการเคลื่อน ไหวอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น การให้เด็กบริหารแขนขา การเล่นดิน-ทราย-น้ำ การหยิบของตามคำบอก เป็นต้น
  • พัฒนาการทางภาษา หาเพลงง่ายๆ ประเภท Music for Movement สนุกๆ มาให้ลูกฟัง ร้องและเต้นตามจังหวะ หรือจะเล่นเกมร่างกายของหนูสอนให้ลูกรู้จักชื่ออวัยวะต่างๆ ก็ได้เช่นกัน

Concern : ของเล่นที่มีขนาดเล็ก ของเล่นแหลมคมและมีน้ำหนักเกิน อาจเกิดอุบัติเหตุได้จากการขว้างปา ขนาดของรูหรือช่องต่างๆ ในของเล่นควรมีขนาดเล็กหรือใหญ่กว่านิ้วมือทุกนิ้ว เพื่อป้องกันการติดของนิ้วมือ

 

วัย 2-4 ปี

เด็กวัยนี้อยากรู้อยากเห็นทุกอย่าง เคลื่อนไหวได้คล่องขึ้นและทรงตัวได้ดีเพราะกล้ามเนื้อแขนขาแข็งแรงขึ้นมาก ทำให้ชอบเล่นออกแรงมากๆ ทั้งวิ่งเล่น กระโดด ปีนป่ายม้วนกลิ้งตัว เตะขว้างลูกบอล และขี่จักรยานสามล้อซึ่งช่วยฝึกกล้ามเนื้อใหญ่ให้แข็งแรงและเคลื่อนไหวได้คล่องขึ้น ควบคุมกล้ามเนื้อเล็กได้ดีขึ้น สามารถเล่นใช้นิ้วมือหยิบจับหรือหมุนได้

เล่นเสริม :

  • พัฒนาการร่างกาย กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น กระโดด ปีนป่ายม้วนกลิ้งตัว เตะขว้างลูกบอล และขี่จักรยานสามล้อ และกล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น บล็อกหยอดกล่องรูปทรง ภาพตัดต่อ เป็นต้น
  • พัฒนาการทางสมอง ชอบเล่นอิสระและเลียนแบบท่าทางของคนและสัตว์จำลองบทบาทสมมติด้วยของเล่นเหมือนจริงจะช่วยเสริมจินตนาการให้แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ อีกทั้งยังสนใจฟังนิทาน เรื่องเล่าและหนังสือภาพ ชอบแสดงท่าทางประกอบและเคลื่อนไหวตามจังหวะเพลง
  • พัฒนาการทางสังคมและภาษา เริ่มเล่นกับเด็กอื่นมากขึ้นและทำงานเป็นกลุ่มได้ เช่น แสดงบทบาทสมมติ และเล่นขายของ ซึ่งเด็กวัยนี้จะมีการพูดจาสื่อสารกันระหว่างที่เล่นมากขึ้น

Concern : ด้วยวัยที่มีจินตนาการสูง พ่อแม่จึงควรการตักเตือนและแนะนำการเล่นด้วยเหตุผล เพื่อให้ลูกไม่นำเอาจินตนาการไปเล่นแบบเสี่ยงๆ หรือเป็นพื้นฐานความรุนแรง เช่น เลี่ยงเล่นต่อสู้ ไม่ซื้อของเล่นที่เลียนแบบอาวุธ ฯลฯ

 

ประโยชน์จากของเล่นเสริมพัฒนาการ

1.ฝึกแก้ไขปัญหา

ของเล่นเสริมพัฒนาการ เช่น การต่อบล็อกไม้ การต่อจิ๊กซอว์ หรือกล่องหยอดรูปทรง จะช่วยให้ลูกรู้จักการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นว่าจะต้องทำอย่างไร เพื่อให้เล่นได้สำเร็จ

2.เสริมสร้างจินตนาการ

ลองนึกถึงภาพเด็กกำลังเล่นรถถัง รถบังคับ อุลตร้าแมน หรือตัวการ์ตูนยอดฮิต อย่าง Ben 10 สิคะ เขาจะใช้ปากทำเสียงต่าง ๆ อย่างสนุกสนาน นั่นเพราะเด็กได้นำตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความคิดและจินตนาการที่สร้างขึ้น ซึ่งถือเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กสนใจในสิ่งต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น

3.ร่างกายแข็งแรง

เพราะลูกน้อยได้ใช้ทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ แขนและขาจึงได้ขยับ ซึ่งถือเป็นการออกกำลังกายที่ดี ที่จะช่วยให้เขามีศักยภาพในการเรียนรู้โลกกว้างในอนาคต

ของเล่นเป็นอีกตัวช่วยสำคัญในการสร้างพัฒนาการที่ดีของลูกน้อยได้ค่ะ คุณพ่อคุณแม่หาเวลาว่างทำกิจกรรมกับเด็ก ๆ ที่บ้านกันด้วยนะคะ 

 

 

ลูกสมาธิสั้น กับ ไฮเปอร์ พ่อแม่จะดูแลและเสริมพัฒนาการลูกได้อย่างไร?

 เด็กสมาธิสั้น-ลูกสมาธิสั้น-เด็กไฮเปอร์-ลูกไฮเปอร์-Attention Deficit Hyperactivity Disordes,-ADHD-พัฒนาการเด็กสมาธิสั้น-อาการของเด็กสมาธิสั้น-วิธีรักษาอาการสมาธิสั้น-วิธีดูแลลูกสมาธิสั้น-วิธีช่วยลูกสมาธิสั้น-วิธีสร้างสมาธิให้ลูก-การวินิจฉัยเด็กสมาธิสั้น-วิธีดูแลลูกไฮเปอร์

ลูกสมาธิสั้น กับ ไฮเปอร์ พ่อแม่จะดูแลและเสริมพัฒนาการลูกได้อย่างไร?

 

เด็กสมาธิสั้น เด็กไฮเปอร์ ลูกสมาธิสั้น อาจจะจดจ่อกับอะไรยาก แต่คุณแม่สามารถช่วยเหลือลูกสมาธิสั้นและส่งเสริมพัฒนาการให้ลูกสมาธิสั้นได้ง่าย ๆ แบบนี้ค่ะ

สาเหตุของการทำให้เป็นเด็กสมาธิสั้น เด็กไฮเปอร์  

กลุ่มอาการสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disordes; ADHD) หรือที่เรียกกันว่า เด็กไฮเปอร์ เกิดจากความผิดปกติของสมอง แต่ระบุไม่ได้ว่าเกิดจากสาเหตุใดที่ทำให้สมองผิดปกติ

ปัจจุบัน เชื่อว่าว่าอาจจะเป็นผลมาจากพันธุกรรม แต่พันธุกรรมจะมีผลและมีการถ่ายทอดอย่างไร ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน แต่มีผลต่อสมองทำให้การทำงานของสมองบางส่วนเกิดการบกพร่อง โดยเฉพาะสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับสมาธิ ความผิดปกติของสารเคมีในสมอง นี้ ทำให้เกิดการทำงานที่ไม่สัมพันธ์กันต่อระบบสั่งงานอื่นๆ พบในเด็กอายุก่อน 7 ปี แต่อาการมักจะเด่นชัด เมื่อเด็กมีอายุ 4 - 5 ปี

และจากการตรวจในครอบครัวเด็กที่ป่วยพบว่า กลุ่มเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดความผิดปกติเหล่านี้ได้ มักจะเป็นกลุ่มที่แม่มีปัญหาในระหว่างตั้งครรภ์ เช่น แม่ใช้ยาหรือแอลกอฮอล์ขณะตั้งครรภ์ หรือมีปัญหาระหว่างคลอดหรือหลังคลอด

 

ข้อสังเกตและอาการบ่งชี้เด็กสมาธิสั้น เด็กไฮเปอร์

อาการที่สำคัญของเด็กกลุ่มสมาธิสั้นแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ

1. อาการซนมากกว่าปกติ (Hyper Activity)

ลักษณะความซนจะมากกว่าเด็กทั่วไป ซนแบบไม่อยู่นิ่ง อยู่ไม่เป็นสุข ลุกลี้ลุกลนตลอดเวลา เคลื่อนไหวตลอดเวลา ซึ่งถ้าเป็นเด็กในวัยก่อนอายุ 4 - 5 ปี จะแยกได้ยาก เนื่องจากความสามารถในการควบคุมตัวเองของเด็กปกติจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก ด้านความพร้อมของพัฒนาการ

เด็กอายุก่อน 4 ปี จะมีพฤติกรรมซน ดื้อ และเคลื่อนไหวค่อนข้างมาก เนื่องจากสมองส่วนหน้า (Frontal lobe) ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ซึ่งสมองส่วนหน้าทำหน้าที่ในการควบคุมอารมณ์ การยับยั้งชั่งใจ ซึ่งจะเริ่มทำงานได้เต็มที่หลังจากอายุ 4 - 5 ปีไปแล้ว สำหรับเด็กปกติเมื่อพ้นช่วงอายุดังกล่าวไปแล้ว ก็ค่อยๆ ลดลงไปเอง

2. อาการสมาธิสั้น หรือไม่มีสมาธิ

เด็กจะวอกแวกได้ง่าย แม้แต่สิ่งเร้าเล็กๆน้อยๆ ก็ทำให้เด็กเสียสมาธิได้ เช่น ขณะกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ หากมีเสียงของตกพื้น เด็กในกลุ่มสมาธิสั้นจะหันไปทางต้นเสียงทันทีขณะอยู่ในห้องเรียน หากมีคนเดินผ่านก็จะหันไปดูทันที มีความไวต่อสิ่งเร้าภายนอก ผ่านตาหรือหูเกิดจากสิ่งเร้าภายในตัวของเด็กเอง มักจะแสดงออกด้วยอาการเหม่อลอย นั่งนิ่งๆ เป็นเวลานาน เหม่อบ่อยอาจแสดงออกในรูปของการทำงานไม่ค่อยสำเร็จ เพราะในขณะทำงาน ใจก็จะไปคิดถึงเรื่องอื่น ทำให้งานเสร็จช้า ต้องค่อยจ่ำจี้จ่ำไช งานจึงจะสำเร็จลุล่วง ซึ่งเด็กที่ไม่ได้เป็น ไฮเปอร์ อาจทำงานไม่สำเร็จก็ได้ เพราะขาดแรงจูงใจ ไม่มีกำลังใจ หรือซึมเศร้า แต่จะสามารถทำกิจวัตรประจำวัน อย่างสม่ำเสมอส่วนเด็กไฮเปอร์อาจมีอาการขี้เกียจได้ เช่นเดียวกัน แต่ความสามารถทำกิจวัตรประจำวันและความตรงต่อเวลามักพบว่ามีความบกพร่องร่วมด้วย ซึ่งไม่ได้เกิดจากอุปนิสัย แต่เกิดจากการทำงานของสมองที่ผิดปกติ ที่ต่างจากเด็กปกติ

3. อาการหุนหันพลันแล่น (Impulsive)

เด็กมักจะแสดงออกในลักษณะที่รอคอยไม่เป็น พูดแทรกขึ้นในทันทีขณะที่คนอื่นกำลังคุยกันอยู่ อยากพูดก็จะพูดเลย ไม่คำนึงถึงความเหมาะสม เพราะไม่สามารถอดทนรอให้การสนทนานั้นจบเสียก่อนไม่ฟังคำพูดหรือคำขอให้จบก่อน ก็จะรีบลุก รีบวิ่งไปหยิบของนั้นมาให้ แสดงออกในลักษณะรีบเร่ง หุนหันพลันแล่น รอคอยไม่เป็น ซึ่งมักเป็นเหตุเกิดอุบัติเหตุต่อกับเด็กได้ง่ายหงุดหงิดง่าย เล่นแรง ต้องแยกระหว่างเด็กปกติด้วย เพราะเด็กปกติ ก็จะอาจดูเจ้าอารมณ์ เมื่อถูกขัดใจ เป็นเพราะพัฒนาการที่ยังไม่สมบูรณ์ของสมองส่วนหน้า ทำให้ไม่สามารถควบคุมการการยับยั้งชั่งใจหรืออธิบายความต้องการความคับข้องใจของตนเองได้เต็มที่ ในเด็กปกติ หลังจากอายุ 4 - 5 ปีไปแล้ว ก็ค่อยๆ ลดลงไปเอง

จากลักษณะอาการสำคัญทั้ง 3 ของกลุ่มเด็กสมาธิสั้น เด็กอาจมีลักษณะครบทั้ง 3 กลุ่ม หรืออาจมีลักษณะใดลักษณะหนึ่งที่เด่นหรืออาจมีลักษณะเด่นร่วมกัน1 - 2 อาการเลยก็ได้

สำหรับเด็กที่ผ่านการฝึกระเบียบวินัย และความอดทนอย่างสม่ำเสมอ จะสามารถควบคุมตัวเองได้ดี ได้เรียนรู้ จดจำประสบการณ์ในเชิงลบจากอุบัติเหตุ การบาดเจ็บ และการถูกทำโทษ ที่จะช่วยเตือนไม่ให้เด็กซนหรือทำผิดซ้ำอีก

ดังนั้น หากเด็กอายุเกิน 5 ปี และการได้รับการดูแลเอาใจใส่ดี ฝึกระเบียบวินัย และเสริมสร้างความอดทนรอคอย แต่ยังคงอาการซุกซนอยู่ไม่สุขไม่เข็ดจำ เจ็บตัวต่อเนื่อง อาจต้องส่งตรวจประเมินความเสี่ยงสมาธิสั้นโดยผู้เชี่ยวชาญหรือพาไปพบแพทย์

การวินิจฉัยทางการแพทย์

ในการวินิจฉัยจะเปรียบเทียบกับเด็กธรรมดาทั่วไป โดยดูจากการทำงานหรือทำกิจกรรม ที่มักไม่ค่อยสำเร็จและชอบรบกวนเด็กคนอื่นมากกว่าปกติทั่วไป

ในการเล่น ก็มักเล่นไม่จบ เช่น เล่นต่อตัวต่อ ซึ่งเด็กทั่วไปในวัย 7 - 8 ปี จะนั่งเล่นตัวต่อจนเป็นรูปเป็นร่างได้ แต่ในเด็กกลุ่มสมาธิสั้นอาจทำไม่สำเร็จ หรือเด็กทั่วไปสามารถนั่งเล่นอยู่กับที่ได้นานประมาณ 15 - 30 นาที แต่หากเด็กนั่งเล่นอยู่กับที่ไม่ได้ อาจสันนิษฐานในเบื้องต้นว่า อยู่ในกลุ่มสมาธิสั้น

แพทย์จะต้องทำการทดสอบและสังเกตจากปัญหาการเรียนเป็นหลัก โดยภาพรวมแพทย์จะประเมินจากอาการและข้อบ่งชี้ของการเป็นสมาธิสั้นก่อน เพื่อดูว่าเป็นไฮเปอร์แท้ หรือไม่

เช่นดูว่า เด็กซนมาก ไม่มีสมาธิจดจ่อ ทำอะไรได้ไม่นาน หุนหันพลันแล่น อยู่ไม่นิ่ง ชอบปีนป่าย ความสามารถในการควบคุมตัวเองต่ำ ชอบทำของหาย หรือลืมเป็นประจำ มีพฤติกรรมไม่สมกับวัยของเด็ก ซึ่งเป็นก่อนอายุ 7 ปี และเป็นต่อเนื่องมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน ทำให้เด็กมีปัญหาในการปรับตัวและการดำรงชีวิตทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน

และยังจะต้องประเมินจากหลายอย่าง เพราะอาจจะเป็น ไฮเปอร์เทียม ที่มีสาเหตุมาจากการเลี้ยงดูก็ได้ เช่น พ่อแม่ตามใจมากเกินไป ไม่ปลูกฝังเด็กเรื่องวินัยในตนเอง เด็กไม่รู้จักควบคุมตนเอง ไม่มีความรับผิดชอบอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นเร้ามากไป ทั้งของเล่นจำนวนมาก ห้องนอนเสียงดัง เป็นต้นอยู่ในภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล เช่น แม่เพิ่งจะคลอดน้องใหม่ หรือตัวเองเด็กเองเพิ่งเข้าโรงเรียน หรือได้ยินพ่อแม่ทะเลาะกัน สิ่งเหล่านี้กระตุ้นให้เด็กเรียกร้องความสนใจ เด็กอาจจะอยู่ไม่นิ่ง จนเข้าใจไปว่าเป็นเด็กไฮเปอร์ฉลาดมากไปหรือไม่ก็ปัญญาอ่อน เพราะเด็กที่ฉลาดมาก จะเบื่ออะไรได้ง่ายๆ เพราะไม่มีอะไรน่าสนใจแล้วก็จะเปลี่ยนไปทำหรือเล่นอย่างอื่น ทำให้ไม่มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งไหนได้ง่ายๆ แต่ถ้าเด็กพบสิ่งของหรือกิจกรรมที่ทำให้สนใจขึ้นมา สมาธิก็จะกลับมาได้

และเด็กที่มีปัญหาการเรียน มีได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากคนรอบข้างทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เด็กเรียนไม่ดีได้ ซึ่งแพทย์จะต้องพิจารณาจากหลายๆ ด้าน ก่อนจะสรุปว่า ปัญหาของเด็กมาจากสิ่งแวดล้อมหรือจากความผิดปกติของเด็กเอง


เด็กสมาธิสั้น-ลูกสมาธิสั้น-เด็กไฮเปอร์-ลูกไฮเปอร์-Attention Deficit Hyperactivity Disordes,-ADHD-พัฒนาการเด็กสมาธิสั้น-อาการของเด็กสมาธิสั้น-วิธีรักษาอาการสมาธิสั้น-วิธีดูแลลูกสมาธิสั้น-วิธีช่วยลูกสมาธิสั้น-วิธีสร้างสมาธิให้ลูก-การวินิจฉัยเด็กสมาธิสั้น-วิธีดูแลลูกไฮเปอร์

การรักษาเด็กสมาธิสั้น เด็กไฮเปอร์

แพทย์จะดูประวัติอย่างละเอียด ทั้งสิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดูที่บ้านและพฤติกรรมที่โรงเรียน เพื่อให้คำแนะนำแก่พ่อแม่ของเด็ก นำไปปรับพฤติกรรมและวิธีการเลี้ยงดู ถ้าพบว่าเป็นไฮเปอร์แท้ หรือสมาธิสั้นแบบแท้ แพทย์อาจจะให้ยาควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมของเด็ก การปรับพฤติกรรมมีดังนี้

  • จัดตารางชีวิตให้เป็นระบบ มีตารางในชีวิตประจำวัน ให้เด็กทำตามอย่างเป็นระบบ นับตั้งแต่ตื่นนอน อาบน้ำ แปรงฟัน ถ่ายหนัก-เบา แต่งตัว ทานข้าวและอื่นๆ โดยพ่อแม่หรือคนใกล้ชิดเป็นคนคอยบอกและดูแลทุกขั้นตอน เพื่อนำไปสู่การรู้จักควบคุมตนเอง เป็นการเสริมให้เด็กมีสมาธิในทางอ้อม
  • เลือกกิจกรรมให้เหมาะสม หากิจกรรมให้เด็กทำ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ชกมวย กระโดดเชือก หรือเตะฟุตบอล เพราะเด็กจะไม่สามารถจดจ่อหรืออยู่นิ่งได้นาน
  • ทำงานบ้าน หัดให้เด็กรู้จักรับผิดชอบงานในบ้าน เช่น ล้างจาน เก็บเศษใบไม้ ล้างรถ ล้างห้องน้ำ เป็นต้น โดยการจัดตารางงานให้ทำเป็นเวลา เพื่อสร้างระเบียบพื้นฐานในบ้าน
  • ช่วยฝึกวินัยในการตรงต่อเวลา ให้เด็กรู้ว่าต้องทำงานเสร็จเมื่อใด เป็นต้น และเมื่อเด็กทำงานชิ้นไหนสำเร็จด้วยดี ควรมีรางวัลให้เพื่อให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจ
  • สอนแบบค่อยเป็นค่อยไป บางเรื่องเด็กอาจจะไม่รู้และไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง เช่น ปิดโทรทัศน์เมื่อดูการ์ตูนจบ หรือกดชักโครกเมื่อเข้าห้องน้ำเสร็จแล้ว หรืออื่นๆ

เพราะเด็กสมาธิสั้นส่วนมาก จะไม่รู้ตัวว่าต้องทำอะไร จนกว่าจะมีคนคอยบอกคอยสอน ให้เวลา มีเวลาให้กับเด็ก เล่นกับเด็ก เล่านิทาน หรือพาไปเที่ยวในที่ๆ เด็กอยากไป แต่ไม่ใช่สถานที่อึกทึกวุ่นวาย จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม ภายในบ้านต้องไม่มีสิ่งรบกวนหรือสิ่งเร้าต่อเด็กมากเกินไป ต้องจัดห้องและบ้านให้เป็นระเบียบ เก็บของเล่นเข้าที่ มีบรรยากาศสบายๆ ไม่วุ่นวาย ไม่เปิดเพลงเสียงดัง และไม่ปล่อยให้เด็กดูโทรทัศน์หรือเล่นคอมพิวเตอร์มากเกินไป หากเด็กได้รับความเอาใจใส่ เด็กจะรับรู้ได้ถึงความรักและความเข้าใจที่คนใกล้ชิดมีให้ พฤติกรรมต่างๆ เช่น ความก้าวร้าวที่มากับอาการของโรคสมาธิสั้นจะลดลงได้

หากเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ หรือไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีในวัยเด็ก จะส่งผลต่อเนื่องไปจนโต อาจกลายเป็นคนที่ทำอะไรไม่ค่อยสำเร็จ ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตนเอง ไม่กล้า กลัว ซึมเศร้า ซึ่งคนในกลุ่มนี้จะมองว่า ตัวเองไร้ค่า อาจถึงขั้นฆ่าตัวตายได้ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งจะเปลี่ยนพฤติกรรมเป็น คนเกเร ก้าวร้าว ต่อต้านสังคม ซึ่งคนในสองกลุ่มดังกล่าว มักจะพบได้บ่อยในกลุ่มเด็กสมาธิสั้นที่เริ่มโตขึ้น แต่ก็มีบางส่วนที่อาจจะเป็นไปในทิศทางที่ดี เพราะมีพรสวรรค์ด้านอื่นเป็นพิเศษมาช่วยชดเชย ทำให้เด็กเกิดความภูมิใจ หรือพ่อแม่และคนในครอบครัว มีความเข้าใจจึงดูแลเป็นอย่างดี

 

การช่วยเหลือทางจิตใจสำหรับเด็กและครอบครัว

ในการปรับพฤติกรรมของเด็กไฮเปอร์หรือเด็กสมาธิสั้น ควรจะไปไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป กว่าที่พฤติกรรมจะเปลี่ยน หรือเกิดการพัฒนาจะต้องอาศัยเวลา ไม่สามารถเปลี่ยนได้ในเวลาสั้นๆ พ่อแม่และคนในครอบครัว จึงมีความสำคัญมาก เพราะต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่เริ่มต้น แล้วค่อยๆ ลดบทบาทลงทีละน้อยๆ จนเด็กสามารถทำด้วยตนเองได้

นอกจากนั้น ยังต้องสรรหากิจกรรมต่างๆ มาช่วยเสริมทักษะด้านต่างๆ ให้กับเด็ก ต้องเป็นกิจกรรมที่ปลอดความรุนแรง เพราะถ้าเลือกกิจกรรมไม่เหมาะสม จะกลายไปเป็นการกระตุ้นอาการสมาธิสั้นทำให้อาการแย่ลงไปอีก และที่สำคัญต้องไม่ใช้ความรุนแรงในการลงโทษ โดยจะต้องเปลี่ยนการลงโทษเป็นการตกลงกันก่อน เช่น ลดเวลาดูโทรทัศน์ลง เมื่อเด็กไม่ทำตามกติกา เป็นต้น

การฝึกให้เด็กนั่งอยู่กับที่ และทำกิจกรรมอะไรสักอย่างโดยที่เด็กจะค่อยๆ เพิ่มเวลาให้ความสนใจสิ่งนั้นขึ้นเรื่อยๆ จาก 3 นาทีเป็น 5 นาที เป็น 7 นาทีไปเรื่อยๆ พ่อแม่ควรให้คำชมเชย เด็กจะเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง และในที่สุดก็จะให้ความร่วมมือกับพ่อแม่อย่างดี

ดังนั้น พ่อแม่จึงต้องมีทั้งความเข้าใจในโรค ในตัวเด็ก และมีความอดทนเพียงพอ ที่จะดูแลและเพื่อให้เด็กหายจากอาการสมาธิสั้นได้

การช่วยเหลือทางด้านการเรียน

ถ้าไม่ได้รับการรักษา เด็กที่เป็นโรคนี้จะมีปัญหาในการเรียนและนอกจากนั้นยังจะมีปัญหาด้านความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เช่น การคบเพื่อน การอยู่ในสังคมร่วมกับคนอื่น เพราะพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้นก่อให้เกิดความรำคาญต่อคนอื่นไม่น้อย

ปัญหาการเรียน

        • เมื่อเด็กขาดสมาธิที่จะตั้งใจฟังครู ไม่ตั้งใจเรียน ไม่สนใจฟังครูสอนหรือสั่งการบ้าน ส่งผลให้เด็กเรียนไม่เข้าใจ ทำงานส่งครูไม่ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพตามที่ควรเป็น
        • การเรียนของเด็กไม่ดี เพราะบทเรียนของวันนี้ ยังไม่ทันจะทำความเข้าใจให้ดี วันรุ่งขึ้นก็มีบทเรียนใหม่เข้ามาอีก ทำให้เรียนไม่ทันเพื่อน ก็จะกลายเป็นเบื่อแล้วไม่อยากเรียน
        • เมื่อไม่มีสมาธิก็จะยุกยิกตลอดเวลา แกล้งเพื่อน ชวนเพื่อนคุย ทำให้เรียนไม่รู้เรื่อง ผลการเรียนก็ออกมาไม่ดี
        • เด็กมักถูกครูทำโทษจากพฤติกรรมของโรคสมาธิสั้นที่แสดงออกมา ทำให้เด็กรู้สึกไม่ดีเพิ่มขึ้นอีก เด็กจึงมักมีปัญหาด้านอารมณ์และความวิตกกังวลตามมา
        • เด็กไม่สามารถอดทนนั่งทำข้อสอบที่ยากและน่าเบื่อได้
        • เมื่อประเมินผลการเรียน ผลที่ได้ออกมาไม่ดีเท่าเด็กปกติ ก็จะส่งผลต่อเนื่อง ทำให้เด็กรู้สึกแย่กับตัวเอง มองตัวเองว่า ไม่เก่ง ไม่ดี โง่กว่าเพื่อน
        • ในเด็กบางคนที่มีไอคิวดี แต่มีอาการสมาธิสั้นร่วมด้วย เมื่อเด็กไม่ตั้งใจฟังครูสอน แต่ก็สามารถเข้าใจได้เป็นอย่างดี ทั้งที่แสดงออกเหมือนไม่ได้ตั้งใจฟังเลย ลักษณะอย่างนี้บางครั้งก็กลับกลายไปเป็นผลเสียต่อเพื่อนที่นั่งเรียนอยู่ข้างๆ เพราะในช่วงไม่มีสมาธิก็จะหันไปชวนเพื่อนคุย พลอยทำให้เพื่อนไม่มีสมาธิในการเรียนไปด้วย และเหมือนเป็นตัวปัญหาของชั้นเรียน ทำให้ความสัมพันธ์ต่อคนอื่นไม่ดีไปด้วย

ถ้าครูไม่เข้าใจก็จะตำหนิลงโทษ เด็กก็จะเสียกำลังใจ ไม่อยากไปเรียน ปัญหาด้านอารมณ์และจิตใจก็จะตามมา เริ่มโดดเรียน หนีเรียน หรือไม่ก็แสดงออกอย่างอื่น เช่น ก้าวร้าว อาละวาด เป็นต้น

สิ่งที่ครูควรทำ

ถือเป็นเรื่องสำคัญ ครูจะต้องจัดลำดับกิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสม

        • การวาดรูป ระบายสี หรือศิลปะจะช่วยทำให้เด็กสงบ มีสมาธิมากขึ้น เด็กกลุ่มนี้จะเรียนได้ดีในวิชาศิลปะ ครูอาจจะเพิ่มเวลาเรียนวิชาศิลปะให้มากขึ้น
        • เด็กไม่ควรอยู่ในห้องที่มีสื่ออุปกรณ์การเรียนการสอนที่เยอะ แขวนระโยงระยาง ควรจัดให้เรียนให้ห้องที่สงบ โปร่งโล่ง
        • ครูต้องเลือกวิชาและจัดบรรยากาศให้เหมาะสมกับเด็ก
        • ครูอาจต้องแยกเด็กไฮเปอร์ ออกจากเพื่อนเพื่อไม่ให้รบกวนการเรียนของเด็กคนอื่น
        • ครูต้องคอยสังเกตว่า ยาที่แพทย์ให้มานั้นเด็กกินแล้วเป็นอย่างไร และรายงานผลกลับไปที่แพทย์ด้วย เช่น ยาตัวนี้เด็กกินแล้วไม่ซน แต่ง่วงหลับตลอดวัน ก็ต้องมีการปรับตัวยา เพราะเท่ากับเด็กไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย

สำหรับเด็กไฮเปอร์ ครูจะต้องประสานกับพ่อแม่หรือแพทย์ผู้ดูแลรักษา เพื่อให้ข้อมูลต่างๆ ของเด็ก และหากครูมีความเข้าใจและให้ความรักเด็กที่เป็นโรคนี้ การปรับพฤติกรรมก็จะง่ายขึ้นเมื่อเด็กให้ความร่วมมือ

ลูกเป็น Perfectionism โรคสมบูรณ์แบบ หรือไม่ อาการที่พ่อแม่ควรเข้าใจ

การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก

เช็ก! ลูกเป็นโรคชอบความสมบูรณ์แบบหรือไม่

Perfectionism โรคสมบูรณ์แบบเป็นโรคที่พ่อแม่ทุกคนควรรู้จักไว้นะคะ เพราะเด็กทุกคนมีโอกาสเป็นได้ ลักษณะของโรคคือมีความเป๊ะเกินไป ในหลาย ๆ เรื่อง ทำอะไรต้องอยู่ในกรอบ ผิดพลาดไม่ได้ หรือหากผิดพลาดจะส่งผลต่ออารมณ์ เศร้าเสียใจหนักมาก โกรธ โมโหรุนแรง หากปล่อยเอาไว้ลูกอาจกดดันตนเองจนสะสมเป็นความเครียด และส่งผลต่อสุขภาพจิตได้ 

มารู้จักลักษณะเด็ก Perfectionist กันเลยค่ะ

1. คาดหวังสูงกับตัวเอง

 

2. คิดแต่ว่าคนอื่นจะมองยังไง รู้สึกแย่ถึงแย่ที่สุด ถ้าทำอะไรผิดพลาดต่อหน้าคนอื่น

 

3. หวั่นไหวง่ายมาก เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์

 

4. ถ้าต้องทำอะไรที่คิดแล้วว่าทำได้ไม่ดี จะพยายามหลีกเลี่ยงสุดฤทธิ์

 

5. พยายามปกปิดว่าตัวเองรู้สึกยังไง และไม่ค่อยอยากสุงสิงกับคนอื่นเท่าไหร่

 

6. จัดลำดับความสำคัญไม่ค่อยเป็น ลังเลไปมา ตัดสินใจไม่ได้เสียที ไม่เลือกทางไหนไปสักทาง

 

7. ถ้าทำอะไรแล้วผลลัพธ์ออกมาแย่กว่าที่คาด อาจมีอาการ ทางกาย เช่น ปวดหัว ปวดท้อง บ่อย ๆ

 

3090 2

 

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เด็ก perfectionist มาจากสองอย่างหลัก คือ ติดสมองเด็กมาตั้งแต่เกิด และ จากการเลี้ยงดู

1. ได้รับคำชม “เยอะเกิน” จากคนรอบตัว ซึ่งก็เป็นได้ว่าตัวเด็กเองก็มีบางอย่างให้น่าชมเชยจริงๆ เช่น สองขวบก็อ่านหนังสืออกแล้ว หรือมีทักษะดนตรี กีฬาบางอย่างที่โดดเด่น ใครเห็นเป็นต้องชม 

 

2. พ่อแม่ “เรียกร้อง” จากลูก “เยอะมาก” คาดหวังสูงจากลูก ในลักษณะตึงเครียด ตัวเด็กเองต้องพยายาม “ตะเกียกตะกาย” ไปให้ถึงจุดที่พ่อแม่คาดหวังเอาไว้ จึงจะอยู่ในครอบครัวนี้ได้

 

3. พ่อแม่คนใดคนหนึ่งมีลักษณะ perfectionist ต้นแบบอย่างนี้ทำให้เด็กเลียนแบบโดยไม่รู้ตัว

 

4. พ่อแม่สร้างเงื่อนไขให้ลูกเข้าใจว่า ลูกจะได้รับความรักจากพ่อแม่ ต่อเมื่อลูกประสบความสำเร็จอย่างที่พ่อแม่หวังไว้เท่านั้น ข้อสุดท้ายนี้ พ่อแม่มักไม่รู้ตัวว่าเราเองพูด หรือแสดงท่าทีอะไรออกไปบ้าง แต่ลูกเข้าใจไปเรียบร้อยแล้วว่าคนไหนไม่เก่งพอ ไม่แจ๋วพอ ไม่ดีพอ พ่อแม่จะรักน้อยกว่าลูกคนอื่น ๆ

การปล่อยให้เด็ก perfectionist โตไปเป็นผู้ใหญ่ perfectionist โดยไม่ช่วยเหลือลูกให้เต็มที่ก่อน ถือเป็นการทำร้ายเด็ก (โดยไม่เจตนา) ใครที่มีลักษณะ perfectionist คงเข้าใจถึงความทุกข์ จากความตึงเครียดเกินไปของตัวเองเป็นอย่างดีแล้ว

 

พ่อแม่สามารถช่วยปรับลด เพื่อไม่ให้ลูกเป็น perfectionist  ได้ดังนี้

1. พ่อและแม่ต้องปรับทัศนคติตัวเองก่อน

ชีวิตลูกเป็นของเขา พ่อแม่ ผู้ปกครองมีหน้าที่ในการเลี้ยงดูอย่างเหมาะสม ส่งเสริมพัฒนาการอย่างรอบด้าน ให้เขาได้เติบโตสมวัยและรู้จักตัวเอง รู้ว่าตัวเองถนัดอะไร ทำสิ่งใดได้ดี และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขในแบบของเขา อย่าพยายามคิดว่าลูกเป็นของเราหรือยัดเยียดให้ต้องทำตามที่พ่อแม่ต้องการเท่านั้น การทำความเข้าใจและยอมรับในตัวลูกมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างภูมิต้านทานในตัวลูก

2. ฝึกให้ลูกชนะได้ก็แพ้ได้

พ่อแม่ควรสอนให้ลูกเรียนรู้ว่าในทุกเรื่องมีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ การชนะในวันนี้ไม่ได้หมายว่าความจะชนะตลอดไป เพราะเมื่อมีคนชนะก็ย่อมต้องมีคนแพ้เสมอ เพราะฉะนั้น ทุกคนก็มีโอกาสชนะและแพ้ได้เท่าๆ กัน ผู้ชนะก็ควรชื่นชมผู้แพ้ ในขณะเดียวกัน เมื่อแพ้ก็ควรยินดีกับผู้ชนะ ลูกต้องรู้จักการเป็นทั้ง “ผู้ชนะ” และ “ผู้แพ้” แล้วลูกจะเข้าใจความรู้สึกและไม่ยึดติดกับการต้องเป็นผู้ชนะเท่านั้น และเมื่อแพ้ ก็ต้องไม่สิ้นหวัง ต้องมีพลังและทัศนคติที่จะผลักดันให้มีความพยายามในครั้งต่อไป

3. มองลูกด้วยสายตาความเป็นจริง

ต้องประเมินศักยภาพลูกของเราด้วยสายตาที่เป็นจริง ไม่ใช่สายตาที่พ่อแม่อยากให้เป็น เพราะมันจะมีความแตกต่างกันมาก ถ้าลูกของเราไม่ใช่เด็กหัวดีประเภทหน้าห้อง ก็ควรส่งเสริมให้ลูกตั้งใจเรียนให้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ และมีความสุขกับการเรียน อย่าพยายามกดดันเปลี่ยนตัวตนของลูกด้วยการให้ลูกเรียนพิเศษเพื่อจะได้เรียนเก่งเหมือนคนอื่น เปลี่ยนเป็นส่งเสริมให้ลูกเรียนหนังสืออย่างมีความสุข ไม่กดดัน โดยพ่อแม่เข้าไปมีส่วนช่วยในการกระตุ้นให้เขารับผิดชอบต่อการเรียนของตัวเอง ทำให้เต็มที่ และให้ความมั่นใจกับลูกว่า ไม่ว่าผลการเรียนออกมาจะเป็นอย่างไรถ้าลูกทำเต็มที่แล้ว พ่อแม่ก็ภูมิใจในตัวลูก

4. ลดความคาดหวังลง

กรณีที่ลูกเรียนเก่งอยู่แล้ว ก็มักเป็นที่คาดหวังของพ่อแม่ อยากให้ได้เรียนที่ดีๆ ได้เกรดดีๆ แต่สำหรับคนที่เรียนไม่ดี พ่อแม่ก็ควรลดความคาดหวังลง ไม่ต้องถึงขนาดเคี่ยวเข็ญมาก เพราะจะทำให้ลูกไม่ต้องกดดันมากจนเกินไป เขายังสามารถเดินตามความฝันของเขาได้เต็มที่แบบไม่ต้องเครียด

5. อย่าเปรียบเทียบ

กรณีครอบครัวที่มีลูกมากกว่าหนึ่งคน พ่อแม่ต้องระมัดระวังความรู้สึกของลูกอีกคนด้วย ถ้าจะชื่นชมลูกคนโตก็ควรสอนให้ลูกอีกคนชื่นชมยินดีและให้กำลังใจพี่คนโตด้วย และพยายามทำให้อยู่บนความพอดีพอเหมาะ ไม่ใช่ออกนอกหน้า โดยไม่ได้สนใจความรู้สึกของลูกอีกคนที่อยู่ในสถานการณ์นั้น ๆ ด้วยหรือแม้แต่นำไปเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นๆ ก็ไม่ควรทำ เพราะเด็กแต่ละคนก็มีความสามารถเฉพาะตัว และมีพื้นนิสัยที่แตกต่างกันอยู่แล้ว

6. เรียนรู้แบบมีเป้าหมาย

สิ่งสำคัญที่พ่อแม่สามารถปลูกฝังและสอดแทรกไปกับการเรียนรู้เรื่องแพ้-ชนะ คือ ความมุ่งมั่นที่จะไปสู่เป้าหมาย โดยใส่ใจในรายละเอียดระหว่างทางด้วย ให้เขาได้เห็นความสำคัญของทักษะชีวิตในด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น ความอดทน ความพยายาม การเรียนรู้ความผิดพลาด ฯลฯ รวมไปถึงการฝึกให้เขามีเป้าหมายในการดำเนินชีวิตอย่างมีแบบแผน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : กรมสุขภาพจิต 

ลูกเป็นต่อมทอลซิลอักเสบ อย่าปล่อยให้เรื้อรัง เพราะอาจลามไปโรคหัวใจได้

ต่อมทอลซิลอักเสบ-โรคเด็ก-ต่อมทอลซิล

ลูกเป็นต่อมทอลซิลอักเสบ อย่าปล่อยให้เรื้อรัง เพราะอาจลามไปโรคหัวใจได้

ต่อมทอนซิล เป็นอวัยวะที่อยู่ภายในลำคอ เป็นต่อมน้ำเหลืองที่ทำหน้าที่จับสิ่งแปลกปลอม เช่น แบคทีเรียที่เข้าสู่ร่างกาย คล้ายกองทหารด่านหน้า ซึ่งมักพบบ่อยในเด็กวัยเรียน ส่วนความรุนแรงของโรคนั้น อาการทั่วไปก็รักษาได้ไม่ยาก แต่ถ้าติดเชื้อเข้าก็มีอาการรุนแรงได้เช่นกัน 

ต่อมทอนซิลเกิดจากอะไร
  1. เชื้อไวรัสเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย ส่วนใหญ่กินยาและรักษาตามอาการ พักผ่อนให้เพียงพอ ลูกก็จะฟื้นตัวหายดีภายในระยะเวลาอันสั้น

  2. เชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะที่เกิดจากเชื้อเบตา สเตรปโตค็อกคัส กลุ่มเอ เด็กที่ป่วยจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพราะถ้าได้รับการรักษาไม่ถูกวิธี กินยาไม่ครบขนาด หรือใช้ยาปฏิชีวนะที่มีประสิทธิภาพไม่เพียงพอที่จะกำจัดเชื้อชนิดนี้ได้ แม้อาการจะทุเลาลงแต่ก็มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนรุนแรงได้เช่นกัน

 


 

อาการเมื่อลูกเป็นทอนซิลอักเสบที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
  1. ไข้สูง ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดศีรษะ บางรายอาจมีไข้สูงจนชักได้
  2. อ่อนเพลีย หรืออาจโยเย ร้องกวนไม่ยอมนอน
  3. เบื่ออาหาร
  4. คอหรือต่อมทอลซิลแดง บางรายอาจมีหนองร่วมด้วย
  5. อาจกลืนอาหารและน้ำลำบาก โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
  6. อาจอาเจียน ปวดท้อง หรือมีอาการท้องเดินร่วมด้วย
โรคแทรกซ้อนที่สำคัญ

เชื้อเบตา สเตรปโตค็อกคัส กลุ่มเอ อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงต่อหัวใจของเด็ก โดยที่เชื้อนี้จะทำให้เกิดการอักเสบของข้อต่างๆ และมักมีอาการอักเสบของหัวใจร่วมด้วย เรียกว่า "ไข้รูมาติก" 

โดยทั่วไปจะพบภายหลังคออักเสบหรือต่อมทอนซิลอักเสบแล้วไม่ได้รับการรักษาภายใน 1 - 4 สัปดาห์ ทั้งนี้หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง หรือปล่อยให้อาการกำเริบซ้ำๆ จะทำให้หัวใจอักเสบเรื้อรัง และในที่สุดหัวใจก็จะตีบและรั่ว หรือที่เรียกว่า "โรคหัวใจรูมาติก" บางรายอาจต้องได้รับการการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ (ซึ่งค่ารักษาแพงมาก) นอกจากนี้เชื้อกลุ่มนี้ยังทำให้เกิดอาการไตอักเสบได้หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

ข้อแนะนำในการรักษาคออักเสบ หรือต่อมทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย
  1. หลังจากแพทย์วินิจฉัยอาการ และสั่งยาปฏิชีวนะที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อเบตา สเตรปโตค็อกคัส กลุ่มเอ เช่น เพนิซิลิน อีริโทรมัยซิน คลาริโทรไมซิน ให้แล้ว ข้อสำคัญ คือ เด็กป่วยจะต้องกินยาต่อเนื่อง 7 - 10 วันจนครบ แม้อาการจะทุเลาแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดไข้รูมาติก หรือไตอักเสบแทรกซ้อน

  2. เช็ดตัว ร่วมกับการให้ยาลดไข้เมื่อมีไข้สูง

  3. พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ

  4. กินอาหารรสอ่อน ๆ และดื่มน้ำหวานบ่อยๆ เนื่องจากเด็กจะเจ็บคอมากทำให้กินได้น้อย

  5. กลั้วคอทำความสะอาดด้วยน้ำเกลือ วันละ 2 - 3 ครั้ง

ข้อระวังคออักเสบ หรือต่อมทอนซิล

หากคนที่บ้านหรือเด็กๆ มีไข้ เจ็บคอมาก ให้นึกถึงโรคคออักเสบ หรือต่อมทอนซิลอักเสบไว้ด้วยเสมอ และควรรีบไปพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ และปฏิบัติตนตามคำแนะนำในการใช้ยาอย่างเคร่งครัด

แม้ว่าอาการคออักเสบ และต่อมทอนซิลอักเสบ จะเป็นความผิดปรกติที่ไม่รุนแรงต่อสุขภาพมากนัก แต่หากทิ้งไว้ก็อาจเป็นสาเหตุเริ่มต้นของ "ไข้รูมาติก" และ "โรคหัวใจรูมาติก" ดังนั้นถ้าเด็กๆ ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี และปฏิบัติตนตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด โอกาสที่จะเกิดความผิดปกติทั้งสองอาการที่กล่าวมาก็จะเป็นไปได้ยาก ที่สำคัญอย่าซื้อยากินเองเด็ดขาดเด็ดขาด 

 

ที่มา : ศ.พญ.นวลอนงค์ วิศิษฏสุนทร ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ลูกเป็นเด็กขี้อิจฉา ปัญหานี้แก้ยังไงดี

การเลี้ยงลูก-พฤติกรรมเด็ก-ลูกดื้อ-ลูกก้าวร้าว

ครอบครัวไหนที่มีลูกหลาย ๆ คน อาจจะกำลังเผชิญปัญหานี้กันอยู่ใช่ไหมคะ ลูกขี้อิจฉา ลูกมักจะชอบแย่งชิงความรักความสนใจจากพ่อแม่ หรือพี่อิจฉาน้อง น้องอิจฉาพี่ และอีกสารพัดความขี้อิจฉา ปัญหานี้แก้ยังไงก็ไม่จบไม่สิ้น โดยเฉพาะหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่เมื่อเห็นลูก ๆ ทะเลาะกันทีไรใจแทบสลายกันทีเดียว วันนี้เรามีวิธีทำให้พี่น้องรักกันและไม่อิจฉากันมาแนะนำค่ะ

 

สาเหตุที่ทำลูกเป็นเด็กขี้อิจฉา

1.ครอบครัวมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้น

การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นภายในครอบครัวถือว่าป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง แต่จะเป็นปัญหาก็ตรงที่ลูกคนโตมักจะรู้สึกอิจฉาน้อง เพราะคิดว่าคุณพ่อคุณแม่รักลูกไม่เท่ากัน หรือรักน้องมากกว่าตนเอง บางครั้งรู้สึกน้อยใจ เก็บกด เลยทำทุกอย่างเพื่อให้พ่อแม่กลับมารักตน หากปล่อยลูกให้เข้าใจผิดหรือคิดไปเองแบบนี้นาน ๆ ความรู้สึกหรือความหวาดระแวงทุกอย่างที่มีอยู่ภายในจิตใจของลูกก็จะเพิ่มอัตราขึ้นเรื่อย ๆ จนก่อเกิดเป็นความอิฉาริษยา ทำให้ลูกเป็นเด็กมีปัญหาได้นะคะ

2.รู้สึกว่าพ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน

สาเหตุที่ลูกชอบคิดว่าพ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน ก็เพราะว่าลูกรู้สึกโดนแย่งชิงความรักไป เช่น พ่อแม่รักลูกคนเล็กมากกว่าคนโต รักลูกผู้ชายมากกว่าผู้หญิง หรือทำอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจเหมือนคนอื่น ๆ เขา บางทีก็โดนเปรีบยเทียบนู่นนี่นั่นอยู่เสมอ ทำให้ลูกรู้สึกท้อและไม่กล้าลงมือทำอะไร เพราะกลัวผิดและหวาดระแวงไปซะทุกเรื่อง

3.ฐานะครอบครัว

ฐานะครอบครัวก็ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการเลี้ยงดูลูก เพราะเด็กทุกคนย่อมมีเพื่อนในวัยเรียน เวลาเพื่อนเอาของเล่นมาเล่น หรือเสิ่งของที่มีราคาแพง ๆ แน่นอนว่าเด็กที่ไม่มีของหล่านนี้ก็จะรู้สึกอิจฉาตาร้อนขึ้นมาทันที ความอยากได้อยากมีในวัยเด็กมักเป็นเป็นเรื่องธรรมดา เด็กบางคนถึงกับขโมยของคนอื่นมาครอบครองไว้ ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดและไม่ควรทำอย่างยิ่ง ดังนั้นทางที่ดีคุณพ่อคุณแม่ควรแนะนำและพูดจากับลูกให้ดี ๆ นะคะ อาจจะใช้คำพูดที่สร้างแรงบันดาลใจให้ลูกก็ได้ เช่น ถ้าลูกสอบได้ที่หนึ่งเดี๋ยวพ่อกับแม่จะซื้อของเล่นให้

 

ลูกเป็นเด็กขี้อิจฉา...รู้ได้อย่างไร

1.เริ่มมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวเอาแต่ใจ

เด็กขี้อิจฉาเป็นเด็กที่มีพฤติกรรมที่ก้าวร้าว มักจะแสดงอาการอิจฉาโดยการร้องไห้โยเยไม่มีเหตุผล ดื้อไม่ยอมเชื่อฟัง เมื่อไม่ได้ดั่งใจมักจะทำลายข้าวของ ทำร้ายตัวเอง หรือชอบแกล้งคนอื่นอยู่เสมอ

2.ขี้งอแงหรือเจ็บป่วยบ่อย ๆ โดยไม่มีสาเหตุ

เด็กขี้อิจฉามักจะเรียกร้องความรักความสนใจจากผู้อื่นเสมอ เช่น แกล้งป่วย แกล้งงอแง ไม่มีแรงเดิน ปวดหัว เวลาที่คุณพ่อคุณแม่พาไปหาหมอก็ไม่พบสาเหตุว่าป่วยป็นอะไร

 

วิธีแก้ไขลูกเป็นเด็กขี้อิจฉา

1.เมื่อลูกแสดงพฤติกรรมขี้อิจฉาหรือก้าวร้าวออกมาให้เห็น คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรดุหรือลงโทษลูก เพราะลูกจะรู้สึกน้อยใจและก้าวร้าวมากขึ้นกว่าเดิม ทางที่ดีคุณพ่อคุณแม่ควรใช้เหตุผลและค่อย ๆ พูดกับลูกดี ๆ เพราะเด็กทุกคนย่อมมีเหตุผลและความต้องการเป็นของตัวเอง

2.คุณพ่อคุณแม่ควรใช้เวลากับลูกให้มากขึ้น ชวนลูกทำกิจกรรม พูดคุย หรือพาลูกไปเที่ยวพักผ่อนบ้างก็ดีนะคะ นอกจากจะช่วยให้ลูกรู้สึกอบอุ่นแล้ว ยังช่วยให้ลูกรู้จักโลกภายนอกได้มากขึ้นด้วยค่ะ

3.หากแม่กำลังตั้งครรภ์ ควรเปิดโอกาสหรือบอกเหตุผลให้ลูกได้รู้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้ลูกได้สัมผ้สและพูดคุยกับน้องในท้อง และหาโอกาสพาลูกไปเลือกซื้อของใช้น้อง เช่น ขวดนม ผ้าอ้อม เสื้อผ้าเด็ก ลูกจะได้มีส่วนร่วมและรู้สึกรักและหวงแหนน้องมากขึ้นค่ะ

 

เป็นยังไงบ้างคะ คุณพ่อคุณแม่ลองสำรวจหรือหาสาเหตุกันดูนะ ว่าลูกของเราเป็นเด็กขี้อิจฉาหรือไม่ จะได้รีบแก้ไขให้ถูกวิธี แต่อย่างไรก็อย่าลืมหาเวลาว่างพูดคุยกับลูกให้มาก ๆ นะคะ เพราะเด็กทุกคนย่อมต้องการความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่เสมอ

 

ลูกเป็นโรคติดโทรศัพท์มือถือ (Nomophobia) หรือไม่ มาเช็กกัน!

ติดมือถือ, ติดโทรศัพท์มือถือ, โรคติดมือถือ, โรคติดโทรศัพท์มือถือ, Nomophobia

ลูกเป็นโรคติดโทรศัพท์มือถือ (Nomophobia) หรือเปล่า มาเช็กกัน!

โรคติดโทรศัพท์มือถือ หรือ Nomophobia มาจากคำว่า no mobile phone phobia มีพฤติกรรมติดอยู่กับการเล่นโทรศัพท์มือถือตลอดเวลา

อาการของโรคติดโทรศัพท์มือถือ

• พกมือถือติดตัวตลอดเวลา ต้องวางไว้ใกล้ตัวเสมอ

• รู้สึกกังวลเมื่อมือถือไม่ได้อยู่กับตัวหรือแบตเตอรี่หมด

• คอยเช็กข้อความจากโซเชียลมีเดีย หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูบ่อยๆ แม้ไม่มีเรื่องด่วน

• ตื่นนอนจะเช็กโทรศัพท์ก่อนและยังคงเล่นโทรศัพท์ก่อนนอน

• ติดเกม

• ใช้เวลาพูดคุยกับผู้คนผ่านโทรศัพท์ในโลกออนไลน์มากกว่าพูดคุยกับคนรอบข้าง

 

โรคติดโทรศัพท์มือถือพบในกลุ่มเยาวชนอายุ 18-24 ปี มากถึงร้อยละ 70 รองลงมาคือกลุ่มคนวัยทำงาน ช่วงอายุ 25-34 ปี และกลุ่มวัยใกล้เกษียณ 55 ปีขึ้นไป

มีงานวิจัยจากโครงการ The World Unplugged Project ทีมนักวิจัยได้ศึกษานักเรียนกว่า 1,000 คน จาก 10 ประเทศ โดยให้เด็กนักเรียนงดใช้โทรศัพท์มือถือ 1 วัน พบว่ามีเด็กมากกว่า 50 % ที่ไม่สามารถทนอยู่ได้โดยไม่มีเครื่องมือสื่อสารใด ๆ และกลุ่มตัวอย่างทุกคนก็รู้สึกทรมานมาก หลายคนยอมรับว่าติดโทรศัพท์เหมือนติดยาเสพติด ถ้าไม่มีมันก็อยู่ไม่ได้ เขารู้สึกเหมือน สับสน กระวนกระวาย โกรธ โดดเดี่ยว ไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัย ตกใจ หงุดหงิด ฯลฯ

อาการติดโทรศัพท์มือถือส่งผลกระทบกับลูก

Young Asian Thai boy using a smartphone to play game and listen to music without care the surrounding and he has a problem with headache and eye pain.

1.อาการติดโทรศัพท์มือถือทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ เช่น

• เกิดนิ้วล็อก เกิดจากการใช้นิ้วกด จิ้ม สไลด์หน้าจอเป็นเวลานาน กล้ามเนื้อมัดเล็กมีพัฒนาการล่าช้า

• สายตาเสีย ตาล้า ตาพร่า ตาแห้ง เพราะเพ่งสายตาจ้องหน้าจอเล็กๆ ที่มีแสงจ้านานเกินไป อาจส่งผลให้วุ้นในตาเสื่อม จอประสาทตาเสื่อม

• ปวดเมื่อยคอ บ่า ไหล่ จากการก้มหน้า

• เกิดโรคอ้วน เพราะไม่ชอบเคลื่อนไหวร่างกาย

2.อาการติดโทรศัพท์มือถือทำลูกพูดน้อยลง มีปฏิสัมพันธ์น้อยลง พูดคุยผ่านมือถือมากขึ้น ทำลูกใช้ภาษาแย่ลง

3.อาการติดโทรศัพท์มือถือพาลูกชอบแยกตัวออกจากสังคม

4.อาการติดโทรศัพท์มือถือทำให้ลูกอยู่กับตัวเองไม่เป็น พึงพาตัวเองไม่ได้ แต่ชอบอาศัยพึ่งพิงโลกเสมือนในออนไลน์

5.อาการติดโทรศัพท์มือถือทำลูกขาดโอกาสเรียนรู้สิ่งรอบตัว ทักษะเรื่องสังเกตน้อยลง ทำลูกห่างไกลธรรมชาติ

 

วิธีแก้เมื่อลูกติดโทรศัพท์มือถือ

• หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์ต่อหน้าลูก

• กำหนดช่วงเวลาในการใช้แต่ละวัน เด็กเล็กต่ำกว่า 2 ขวบ ไม่ควรให้ใช้มือถือ ทีวี คอมพิวเตอร์ เด็กอายุ 1-5 ปี จำกัดวันละไม่เกิน 1 ชั่วโมง

• ใช้โทรศัพท์ร่วมกับลูก ดูไปพร้อมกับลูก เพื่อสอดส่องการรับสื่อของเขา

• หากิจกรรมงานอดิเรกทำกับลูก ชวนลูกเล่นต่างๆ ก็สามารถพาลูกออกจากหน้าจอสี่เหลี่ยมได้ค่ะ

 

อันที่จริงไม่ใช่แค่เด็กๆ ที่ติดโทรศัพท์มือถือ คุณพ่อคุณแม่เองก็ต้องระมัดระวังโรคนี้เช่นกัน เพราะไม่เพียงกระทบกับสุขภาพและการดำเนินชีวิต แต่ยังส่งผลต่อปฏิสัมพันธ์ในครอบครัวด้วยค่ะ

 

 

อ้างอิง

https://www.rama.mahidol.ac.th/

https://www.dmh.go.th/






บทความแนะนำ

ลูกจะเลิกติดมือถือได้ พ่อแม่ต้องเริ่มจาก 5 ข้อนี้ ทำได้! ลูกพัฒนาการกลับมาดี

​ลูกเราจะ‘ช่วยเหลือแบ่งปัน’กันได้เอง ถ้าพ่อแม่ฝึกฝนด้วย 5 วิธีต่อไปนี้

สอนลูกรู้จักการแบ่งปัน, แบ่งปัน, สอนลูก, พี่น้อง, พี่น้องรักกัน, พี่น้องไม่อิจฉากัน, พี่น้องแบ่งปันกัน 

การสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปัน ช่วยเหลือผู้อื่น คือการเตรียมความพร้อมให้ลูกทั้งร่างกาย จิตใจ และสมอง เพื่อให้ลูกรู้จักปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ มีเพื่อนใหม่ และการเรียนรู้ใหม่ๆ หากไม่เริ่มตั้งแต่เด็กๆ โตไปอาจจะสอนยากขึ้นนะคะ เราจึงมีคำแนะนำในการสอนให้ได้ผลดังนี้ค่ะ

​ลูกเราจะ‘ช่วยเหลือแบ่งปัน’กันได้เอง ถ้าพ่อแม่ฝึกฝนด้วย 5 วิธีต่อไปนี้

  1. ปล่อยให้ลูกคิดและลงมือทำเอง

เด็กๆ อยู่ในวัยอยากรู้ อยากเห็น อยากลอง คุณแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองคิดและลงมือทำเอง ในขณะที่คุณพ่อคุณแม่คอยดูแลและสนับสนุนอยู่ใกล้ๆ เพื่อทำให้ลูกมีความกล้าที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ทุกวันค่ะ

  1. สอนให้เข้าใจผู้อื่น

โดยสอนจากเรื่องใกล้ตัวได้ เช่น เวลาหนูโดนเพื่อนตีแรงๆ หนูจะเจ็บและไม่อยากเล่นกับเพื่อนคนนั้น ถ้าหนูไปตีเพื่อน เพื่อนก็จะเจ็บไม่อยากเล่นกับหนูเหมือนกันให้สอนทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ ลูกจะได้เข้าใจผู้อื่นมากขึ้น

  1. การสอนให้แบ่งปัน

คุณแม่สอนได้ง่ายๆ ด้วยการให้ลูกแบ่งขนมหรือของเล่นกับคุณแม่ก่อน จากนั้นค่อยๆ สอนให้แบ่งกับเพื่อน ซึ่งจะช่วยให้ลูกไม่หวงของ รู้จักแบ่งปัน

  1. สอนให้ช่วยเหลือผู้อื่น

สิ่งเหล่านี้จะได้ติดเป็นนิสัยที่ทำโดยอัตโนมัติ ไม่หวังสิ่งใดตอบแทนใดๆ เริ่มจากให้ลูกช่วยแม่ถือของ ให้ลูกช่วยพ่อรดน้ำต้นไม้ หรือหากไปเจอเหตุการณ์คนอื่นช่วยคนแก่ข้ามถนน ก็ให้สอนว่าลูกว่า เขากำลังทำความดีอยู่ หากลูกมีโอกาสได้ช่วย ก็ควรช่วยนะ

  1. พาทำกิจกรรมจิตอาสา

ให้คุณพ่อคุณแม่ชวนลูกมาเลือกของเล่น หรือเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วไปบริจาค นอกจากจะช่วยฝึกให้เขารู้จักแยกแยะของที่จำเป็น และไม่จำเป็นแล้ว ยังช่วยฝึกให้ลูกรู้จักกิจกรรมจิตอาสาแบ่งปันผู้อื่น และเมื่อโตขึ้นกว่านี้ ลูกจะเข้าใจได้เองว่าทำไมต้องช่วยเหลือผู้อื่น

 

ไม่ยากเลยใช่ไหมคะที่จะสอนให้ลูกมีน้ำใจ รู้จักแบ่งปัน อีกหนึ่งวิธีที่เด็ดที่สุดคือ พ่อแม่นี่ล่ะค่ะต้องทำตัวเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็นเสมอ เช่น พ่อแม่แบ่งขนมให้ลูก แบ่งขนมกับคนข้างบ้าน เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะเป็นการสอนเรื่องน้ำใจแล้ว ยังเป็นการสร้างสังคมเพื่อนที่ดีที่คอยช่วยเหลือกันได้ด้วยค่ะ

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก





 

ลูกไม่ชอบเดิน เสี่ยงกล้ามเนื้ออ่อนแอ

การเลี้ยงลูก-พัฒนาการร่างกาย-การเดิน-สุขภาพ-ปัญหาสุขภาพ-กล้ามเนื้ออ่อนแรง 

วิถีชีวิตของเด็กวัยอนุบาลหลายอย่าง เช่น นั่งรถไปโรงเรียนนานๆ นั่งเรียนจนถึงบ่าย นั่งทำการบ้าน ทำให้ให้การเดินน้อยลง มีผลต่อสมาธิ การวางแผน การจัดการ การควบคุมตัวเอง และผลการเรียนที่ด้อยกว่าเด็กที่เดินหรือเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอค่ะ


เคลื่อนไหวน้อยมีผลเสีย

  • พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อลดลง เนื่องจากมีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อย กล้ามเนื้อจึงใช้งานน้อย เพราะเด็กๆ จะพัฒนากล้ามเนื้อทั้งมัดใหญ่และเล็กผ่านการเคลื่อนไหว อย่างการเดิน การวิ่ง การปีนป่าย
  • พัฒนาการด้านมิติสัมพันธ์ลดลงเนื่องจากเวลาที่ลูกเดิน สำรวจ และเล่นนั้น การทำงานของร่างกายส่วนต่างๆ จะสัมพันธ์กัน ทั้งการมองเห็น คำนวนระยะทางในสมอง กะแรงของตัวเอง และเมื่อไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย จึงขาดการฝึกฝนและโอกาสเรียนรู้ต่างๆ

การเคลื่อนไหวหรือการเดินเป็นประจำ สม่ำเสมอนั้นจะทำให้ลูกมีสมาธิดีขึ้น นอนหลับสนิทขึ้น มีผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย และพัฒนาการด้านต่าง ๆ ชัดเจน
 
  • กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงการเคลื่อนไหวร่างกายประเภทที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น อย่างการเดินเร็ว หรือการวิ่ง เป็นการบริหารกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้ลูกเหนื่อยช้าลง โอกาสที่ลูกจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ก็เพิ่มมากขึ้น
  • เพิ่มกำลังของกล้ามเนื้อในผู้ใหญ่คือการยกน้ำหนัก แต่ในเด็กวัยนี้ คือการปีนป่าย ช่วยคุณพ่อคุณแม่ยกของ ถือของ ก็เป็นวิธีเพิ่มกล้ามเนื้อได้เช่นกัน ลูกจะมีระบบเผาผลาญที่ดีขึ้น ช่วยเรื่องการย่อยและการขับถ่ายได้
  • เพิ่มความแข็งแรงของกระดูกอย่างการเคลื่อนไหวร่างกายที่มีแรงกระแทกนั้น จะทำให้ส่วนสูงของลูกเพิ่ม เนื่องจากร่างกายรับรู้ว่าได้รับแรงกระแทก ก็จะเพิ่มแคลเซียมในบริเวณที่โดนกระแทกบ่อย ทำให้ส่วนสูงของลูกเพิ่มขึ้นนั่นเอง

  

ชวนลูกเดินอย่างไรดี

1. การเดินอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ วันละ ½ - 1 ชั่วโมง อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 วัน 

2. เดินให้ลูกเห็น พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกเห็น เรียนรู้ และทำตามก่อน คือสิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกค่ะ เช่น การขึ้นลง 1–3 ชั้น ก็เดินแทนการขึ้นลิฟท์หรือบันไดเลื่อน เป็นต้น

3. เดินจากสิ่งที่ลูกชอบ ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ลูกชอบ เช่น ถ้าลูกชอบอ่านหนังสือ ก็พาลูกเดินไปร้านหนังสือ ดูหนังสือจากร้านนี้แล้วไปร้านที่อยู่ใกล้กันต่อ แล้วจะเดินกลับมาร้านเดิมก็ยังได้

4. เปลี่ยนการเดิน เป็นการเล่น การละเล่นของพ่อแม่ตอนเด็กๆ ก็เอามาเล่นกับลูกได้ เช่น เล่นงูกินหาง เก้าอี้ดนตรี ตั้งเต เล่นไล่จับ เล่นซ่อนแอบ รำวงก็ยังได้เลยค่ะ 

 

การเดินไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ให้เข้ากับวิถีชีวิตของแต่ละครอบครัว คือสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะนอกจากลูกจะมีพัฒนาการตามวัย สุขภาพกายสุขภาพใจดีขึ้น ยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวด้วยค่ะ

ลูกไม่สูง ลูกตัวเตี้ยกว่าเด็กคนอื่น เพราะอาจขาดโกรท ฮอร์โมน

 ลูกไม่สูง-ลูกตัวเตี้ย-ลูกเตี้ย-โกรทฮอร์โมน-เด็กตัวเตี้ย-พัฒนาการส่วนสูง-โรคขาดฮอร์โมนเจริญเติบโต-ฮอร์โมนเจริญเติบโต-ต่อมใต้สมอง-ลูกเตี้ยกว่าเด็กวัยเดียวกัน-เด็กมีภาวะตัวเตี้ย

เด็กที่ฮอร์โมนปกติ จะมีพัฒนาการ ส่วนสูง และน้ำหนักที่สมวัย แต่ถ้าพ่อแม่เห็นว่าลูกตัวเตี้ยผิกปกติ ลูกเตี้ยกว่าเด็กวัยเดียวกัน ลูกอาจจะเป็นโรคขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตก็เป็นได้

ลูกไม่สูง ลูกเตี้ยกว่าเด็กคนอื่น เพราะอาจขาดโกรทฮอร์โมน

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ หน่วยต่อมไร้ท่อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกไว้ว่า ฮอร์โมนเจริญเติบโต หรือ โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) จะถูกผลิตและสร้างออกมาจากต่อมใต้สมอง ซึ่งอยู่บริเวณกลางของศีรษะ ต่อมใต้สมองขนาดเล็กนิดเดียวแต่สร้างฮอร์โมนออกมาหลายชนิด หนึ่งในนั้นก็คือฮอร์โมนเจริญเติบโต ในเด็กที่มีปัญหาขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตหมายความว่าอาจจะมีความผิดปกติของต่อมใต้สมอง 

ความผิดปกติของต่อมใต้สมองมี 2 ลักษณะ

1. เป็นมาตั้งแต่กำเนิด

ต่อมใต้สมองอาจจะมีขนาดเล็ก มีรูปร่างผิดปกติไป หรือว่าอาจมีพันธุกรรมบางอย่างทำให้การสร้างฮอร์โมนผิดปกติ

2. เกิดขึ้นมาภายหลัง

อาจจะมีก้อนเนื้อไปกดต่อมบริเวณนี้ เด็กอาจจะได้รับอุบัติเหตุ มีการบาดเจ็บในศีรษะชนิดรุนแรง มีการผ่าตัด หรือมีการเอกซเรย์ในศีรษะเพื่อรักษาโรคบางอย่างแล้วไปทำลายหรือรบกวนต่อมใต้สมอง ทำให้ต่อมสร้างหรือผลิตฮอร์โมนเจริญเติบโตไม่ได้

เด็กกลุ่มนี้ตัวเตี้ย แต่รูปร่างของเด็กจะดูค่อนข้างจ้ำม่ำ ไม่ได้เตี้ยผอม ลักษณะเหมือนกับมีพุงนิด ๆ เพราะมีไขมันไปพอกตามที่ต่าง ๆ เสียงพูดจะเล็กและแหลม ใบหน้าจะดูอ่อนกว่าวัยเดียวกัน รูปร่างใบหน้าเหมือนตุ๊กตา ช่วงกลางของ ใบหน้าจะหวำลึกลงไป


ลูกไม่สูง-ลูกตัวเตี้ย-ลูกเตี้ย-โกรทฮอร์โมน-เด็กตัวเตี้ย-พัฒนาการส่วนสูง-โรคขาดฮอร์โมนเจริญเติบโต-ฮอร์โมนเจริญเติบโต-ต่อมใต้สมอง-ลูกเตี้ยกว่าเด็กวัยเดียวกัน-เด็กมีภาวะตัวเตี้ย

จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกขาดฮอร์โมนเจริญเติบโต

  1. ถ้ารู้สึกว่าลูกโตไม่เท่าเพื่อน ๆ หรือพี่น้องคนอื่น ๆ โดยเฉพาะพี่น้องท้องเดียวกัน คนพี่ดูตัวเล็กกว่าคนน้อง

  2. วัดความสูงเด็กแล้วความสูงไม่เพิ่มขึ้น โดยมีตัวเลขคร่าว ๆ ว่า ถ้าเด็กอายุ 4-10 ขวบ ปีหนึ่งโตไม่ถึง 5 เซนติเมตร ถือว่าค่อนข้างตัวเล็กกว่าที่ควรจะเป็น

  3. ถ้าพ่อแม่เห็นกราฟการเจริญเติบโตของลูก ซึ่งมักจะมีอยู่ในสมุดคู่มือตรวจสุขภาพ พบว่าความสูงของลูกเบี่ยงจากเกณฑ์มาตรฐานที่ควรจะเป็น 

  4. เด็กตัวเตี้ยร่วมกับมีอาการอื่น ๆ เช่น ปัสสาวะบ่อย ๆ  มีปัญหาทางสายตา ปวดศีรษะบ่อย ๆ คลื่นไส้อาเจียน ควรปรึกษาแพทย์

 

เด็กขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตต้องพาไปพบแพทย์ 

  • เพื่อประเมินการเจริญเติบโตเปรียบเทียบกับกราฟการเจริญเติบโต
  • แพทย์จะซักประวัติของเด็กและครอบครัว  
  • แพทย์จะชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดความยาวรอบศีรษะ วัดความยาวของแขนขา เพื่อบันทึกผลในกราฟการเจริญเติบโตของเด็ก
  • อาจมีการเอ็กซเรย์เพื่อประเมินการเจริญเติบโตของกระดูก
  • มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาความผิดปกติ เช่น การตรวจวัดระดับของฮอร์โมนต่าง ๆ

 

เมื่อพบว่าเด็กมีภาวะตัวเตี้ยแพทย์จะรักษาตามสาเหตุของเด็กแต่ละคน เช่น ฉีดฮอร์โมนการเจริญเติบโต (growth hormone) ให้ยาชะลอความเป็นหนุ่มเป็นสาว (GnRH-analogue) ให้ไทรอยด์ฮอร์โมน ให้วิตามินดี เป็นต้น

 

การดูแลเมื่อลูกตัวเตี้ย 

1. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เหมาะสม 

2. ดื่มนมรสจืด อย่างน้อยวันละ 2-3 แก้ว

3. ให้ลูกออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและมวลกระดูก โดยให้พิจารณาความเหมาะสมตามวัยของลูกด้วย เช่น การกระโดดโลดเต้น ปีนป่าย ว่ายน้ำ บาสเกตบอล แบดมินตัน ฟุตบอล ฯลฯ ครั้งละ 30 นาที ประมาณ 3-5 ครั้ง ต่อสัปดาห์ 

4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 8-10 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ฮอร์โมนเติบโตทำงานได้เต็มที่ และไม่ควรนอนดึกเนื่องจากฮอร์โมนเจริญเติบโตจะหลั่งออกมาช่วงกลางดึก ประมาณ 22.00 -02.00 น. ดังนั้นเด็กจึงควรเข้านอนก่อนช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อให้ฮอร์โมนเติบโตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ, โรงพยาบาลสินแพทย์


 

ลูกไม่สูง...ทำไงดี

ส่วนสูง-ความสูง-พัฒนาการ-พัฒนาการด้านความสูง

เห็นเด็กวัยรุ่นสมัยนี้สูงยาวเข่าดีกันไม่น้อย แต่พ่อแม่อีกจำนวนไม่น้อยแอบกังวลว่าลูกไม่สูง อะไรคือตัวกำหนดและส่งเสริมเรื่องความสูงของลูกกัน?

แท้จริงแล้ว พันธุกรรมรูปร่างของพ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นตัวกำหนดโครงสร้างพื้นฐานของลูกหลาน แต่ระหว่างการเติบโต ยังมีปัจจัยอื่นอีกหลายอย่างที่จะส่งเสริมหรือบั่นทอนความสูงของเด็ก ๆ ได้ เช่น...สภาวะแวดล้อม สุขภาพ อาหารการกิน และการออกกำลังกาย ทั้งหมดที่ว่าต้องเป็นไปอย่างสมดุลพอดี ขาดเกินส่วนใดส่วนหนึ่งก็ส่งผลต่อความสูงได้

 

เครียดได้...ก็เตี้ยได้

การที่ลูกเครียดเหลือเกิน เรียนหนัก การบ้านเยอะ นอนก็ไม่หลับสนิท อาหารก็กินบ้างไม่กินบ้าง อย่างนี้ก็เป็นตัวสกัดดาวรุ่งมุ่งความสูงแน่ๆ เพราะเด็ก ๆ วัยเจริญเติบโต อาหารทุกมื้อสำคัญเท่ากัน แต่ที่ขาดไม่ได้คือมื้อเช้า ทั้งเป็นมื้อที่พ่อแม่สามารถกำหนดกะเกณฑ์ได้ว่าจะให้ลูกได้กินแป้ง เนื้อสัตว์ ไข่ นม ผัก ผลไม้ น้ำ มากน้อยแค่ไหน

เด็กอายุตั้งแต่ 6 ขวบไปจน 15 ปี หรือวัยเด็กตอนปลายต่อวัยรุ่นตอนต้นจะเจริญเติบโต หรือสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดกว่าที่ผ่าน ๆ มา คาร์โบไฮเดรต ข้าวและอาหารพวกแป้งยังคงจำเป็น ควรได้ถึง 50-55 เปอร์เซ็นต์ของอาหารทั้งหมดที่รับประทานในแต่ละวัน โปรตีน 15-20 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 25-30 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งผักผลไม้ที่ให้วิตามินเกลือแร่ก็ขาดไม่ได้เช่นกัน

ลดอาหารทอด ฟาสท์ฟู้ด เพราะในระยะยาวแล้วมีผลเสียมากกว่าผลดี

 

สาวสูงก่อน หนุ่มสูงทีหลัง

ช่วงเวลาเติบโตระยะสุดท้าย 3-5 ปีของวัยรุ่นตอนต้น เด็กชายหญิงจะสลับวัยกันสูง สาวน้อยจะโตเร็วในสองปีแรก ก่อนที่จะมีประจำเดือน พอ 2-3 ปีหลังจะชลอลง ในขณะที่หนุ่มน้อยจะโตช้าในช่วง 2 ปีแรก จากนั้นจึงโตอย่างสม่ำเสมอ ใน 3-4 ปีหลัง และก็มีไม่น้อยที่จะสูงแบบทะลึ่งพรวดในช่วงวัยรุ่นตอนต้น

การเจริญเติบโตช่วงนี้จะมีฮอร์โมนเพศ และ ฮอร์โมนการเจริญเติบโต เข้ามามีส่วนด้วย โดยที่การออกกำลังกายและการกินอาหารในปริมาณที่มากพอ ยังคงเป็นหลักสำคัญ

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องโน้มน้าวกันดี ๆ ว่าถ้าลูกรักอยากสวยงามหล่อเหลาสูงสง่าในอนาคต ลูกก็ต้องไม่อดอาหารจนผอมแห้งเกินไป เด็กต้องรับรู้เข้าใจว่า การอดอาหารนั้นส่งผลต่อความสูง...หรือมีผลให้เตี้ยได้ เพราะการที่จะสูงได้ ร่างกายต้องได้รับสารอาหารเต็มที่ น้ำหนักต้องเพิ่มก่อน และ ร่างกายของวัยรุ่นนั้น ควรเจริญเติบโตตามวัย ด้วยการกินอาหาร ไม่ใช่ยา วิตามิน หรืออาหารเสริม

 

สูงด้วยฮอร์โมน

พูดถึงฮอร์โมนเพศที่มีส่วนในการเจริญเติบโตของเด็กๆ มีการค้นพบว่า ไขมันในร่างกายมีส่วนสำคัญเป็นจุดเริ่มต้นการทำงานของระบบฮอร์โมนเพศ เด็กหญิงรูปร่างท้วมเข้าสู่วัยรุ่นเร็วกว่าเด็กหญิงรูปร่างผอม และเด็กไทยปัจจุบันก็เข้าสู่วัยรุ่นเร็วกว่ายุคก่อน เด็กหญิง 8 ขวบ หรือเด็กชาย 9 ขวบบางบ้านก็เป็นวัยรุ่นได้เช่นกัน

สำหรับพ่อแม่ ๆ กำลังคิดพาลูกไปฉีดยาให้สูงนั้น ถ้าหมายถึงการใช้ฮอร์โมนการเจริญเติบโตที่สกัดมาจากต่อมใต้สมอง ใช้ฉีดให้คนที่ไม่มีฮอร์โมนดังกล่าว คุณหมอวิเคราะห์แล้วว่าขาดแน่ ก็ใช้ยาได้

แล้วถ้าอยากให้ลูกสูงล่ะ จะฉีดดีไหม ตรงนี้มีข้อชวนคิดว่า การฉีดดังกล่าวอาจเร่งการสูงได้จริงในช่วง 2-3 ปี ต่อ จากนั้นเมื่อหยุดยา ความสูงก็จะช้ากว่าปกติที่สูงตามธรรมชาติ ณ วัยนั้น หรือบางคน พอไม่มียากระตุ้น ก็เลยหยุดสูงเองตามธรรมชาติ เฉลี่ยออกมาแล้วก็เลยไม่ได้สูงมาก น้อยไปกว่าไม่ฉีดสักเท่าไหร่

ที่สำคัญ การพาลูกไปฉีดยาทุกวันๆ อาจทำให้เขารู้สึกว่า ป่วย ก็ได้ รวมทั้งยังเป็นการเร่งสปีดความสูงเป็นเรื่องของทางกาย ทุกวันนี้ เราเร่งเด็กๆทางกายกันมากจน ลืมเรื่องทางใจ หรืออารมณ์ ความรู้สึก ความถนัด

ลองนึกภาพลูก ๆ สูงใหญ่เป็นสาวเต็มตัว เป็นหนุ่มเต็มร้อย แต่การพูดคุยปฏิบัติตน ยังพัฒนาไม่ทันความสูง...แบบนี้คุณหมอช่วยไม่ได้ แต่พ่อแม่ช่วยลูกให้สูงได้เต็มศักยภาพที่มีอยู่โดย :

 

ส่งเสริมให้ลูกมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี

สุขภาพกายที่ดีเกิดจากการกินอาหารที่เหมาะสมทั้งปริมาณและคุณภาพ การได้วิ่ง เล่นออกกำลังในที่โล่งแจ้ง อากาศดี สุขภาพจิตที่ดีเกิดจากการไม่ถูกกดดันในรูปแบบต่างๆ ทั้งที่บ้านและโรงเรียน ไม่เครียดกับการเรียนมากเกินไป มีพ่อแม่ช่วยดูแลการบ้าน สอบถามเรื่องเพื่อน เรื่องเรียนตามสมควร

การพักผ่อนนอนหลับก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะโกรธ์ ฮอร์โมน (growth hormone) ทำงานตอนเด็ก ๆ นอนหลับ การปล่อยให้ลูกทำการบ้านหรือเล่นเน็ตจนดึกดื่นโดยไม่ช่วยจัดเวลาให้ ก็อาจทำให้ลูกไม่สูงได้

 

สูง ไม่ได้แปลว่าสำเร็จเสมอไป

อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี สาเหตุบางอย่างอาจทำให้แก้ไขได้ยาก นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะความสูงไม่ได้เป็นตัวกำหนดความสำเร็จในชีวิต คนสูงเด่นที่เกเรไร้ระเบียบ ไม่พัฒนาสติปัญญาและคุณธรรมในสมอง ไม่ได้หมายความว่าความสูงจะช่วยให้เขาประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ในทางตรงข้าม คนตัวเล็กที่มีคุณธรรม มีวินัย มีการพัฒนาสติปัญญา ก็สามารถก้าวหน้า มีความมั่นคงถาวรในชีวิต

 

สอนให้ลูกมั่นใจในตนเอง กังวลเรื่องความสูงให้น้อยลง หาจุดเด่นจุดดีในตัวลูก และสร้างกำลังใจให้เขา ทำได้แบบนี้จะส่งผลดีต่อสุขภาพจิต และส่งผลให้ลูกเจริญเติบโตตามวัย ไม่เครียดกังวลเรื่องสูง ๆ เตี้ย ๆ เมื่อทำไม่สนใจได้แล้ว เวลาผ่านไป เราอาจแปลกใจก็ได้ เมื่อพบว่าลูกเติบโตได้ดีกว่าปีที่ผ่าน ๆ มาเสียอีก

 

วิธีจัดการลูกอารมณ์รุนแรง ชอบทำร้ายตัวเองและคนอื่น

ลูกทำร้ายตัวเอง- ลูกดื้อ- ลูกก้าวร้าว- ลูกงอแง- ลูกโมโห- ลูกเครียด- ปัญหาพฤติกรรม- พัฒนาการทางร่างกาย- พัฒนาการทางอารมณ์- พัฒนาการเด็ก- อารมณ์รุนแรง

วิธีจัดการลูกอารมณ์รุนแรง ชอบทำร้ายตัวเองและคนอื่น

พฤติกรรมเด็กชอบเอามือตีหัวตัวเอง เอาหัวชนฝาผนัง และชอบกัดคนอื่นเวลาไม่ได้ดั่งใจ พ่อแม่ควรทำอย่างไร เรามีคำแนะนำมาฝากค่ะ

การที่เด็กในวัย 1-3 ปี แสดงพฤติกรรมที่ค่อนข้างรุนแรงเมื่อไม่ได้ดั่งใจนั้น มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยค่ะ

ปัจจัยที่สำคัญได้แก่

1.เด็กยังระบายความโกรธไม่เป็น

เพราะการระบายความรู้สึกโกรธที่ดีที่สุด คือการพูด ดังนั้นในเด็กที่อายุยังไม่ถึง 2 ขวบซึ่งภาษาก็ยังไม่ได้พัฒนามากพอที่จะพูดระบายความอัดอั้นตันใจทั้งหมดทั้งมวลออกมาได้ ก็จะระบายความโกรธออกมาด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น ร้องไห้ ลงไปนอนดิ้นกับพื้น หรืออาจหนักถึงขนาดที่ทำร้ายตัวเองหรือคนอื่นได้เช่นกันค่ะ

 

2.เด็กใช้พฤติกรรมเหล่านี้เป็นเครื่องต่อรอง

หากเด็ก ๆ ของเราเรียนรู้ว่าเมื่อเขาแสดงพฤติกรรมเหล่านี้แล้ว ผู้ใหญ่มีท่าทีตระหนกตกใจ หรือกลายมาเป็นยอมตามใจเขา ไม่ว่าจะเพราะกลัวเด็กจะเครียดหรือเพื่อตัดรำคาญก็ตาม เด็กๆ ก็จะเรียนรู้ว่าหากอยากที่จะเอาชนะเราแล้วละก็ มีเพียงวิธีเหล่าเท่านั้นที่ได้ผล และแน่นอนค่ะว่ายิ่งทำแล้วได้ผลมากเท่าไหร่ เด็กๆ ก็จะยิ่งเกิดความชำนาญ และสุดท้ายเขาอาจกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเอาหัวโขกกำแพง หรือการกัดคนอื่นในที่สุด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ก็ไม่ได้รุนแรงถึงขนาดที่จะเป็นโรคอะไรนะคะ นั่นหมายความว่า การดูแลอย่างถูกวิธีสามารถทำให้พฤติกรรมเหล่านี้หายไปได้ค่ะ โดยสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำในตอนนี้ได้แก่

-ควรห้ามลูกทุกครั้งเมื่อเขาทำรุนแรง : การห้ามในที่นี้คงไม่ใช่แต่เพียงพูดกับลูกว่า "อย่ากัดแม่นะลูก มันเจ็บ" หรือ "อย่าตีตัวเองสิคะ" เท่านั้นนะคะ แต่เราต้องเข้าไปจับมือเขาไว้เมื่อเขาตีตัวเอง จับหัวเขาไว้ไม่ให้โขกกำแพง และดันตัวเขาออกไปทุกครั้งเมื่อเขากัดเรา เพราะหากเราเพียงแค่พูดเฉยๆ เด็กๆ จะเข้าใจว่าเราไม่ได้เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ และรับรองค่ะว่าเขาจะทำอีกแน่นอน

-สอนวิธีระบายความโกรธที่ดีกว่านี้ : ดีที่สุดคือสอนให้เด็กรู้จักพูดเมื่อตัวเองโกรธ แม้เด็กจะไม่สาธยายความโกรธเกรี้ยวฉุนเฉียวของตัวเองออกมาได้ทั้งหมด แต่การพูดว่า "ไม่เอา" หรือ "โกรธ" ออกมาได้ ก็อาจจะช่วยให้เขาลดการทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่นลงได้

 

แต่หากในกรณีที่เขายังไม่สามารถพูดคำเหล่านี้ออกมาได้ คุณแม่อาจต้องยอมปล่อยให้เขาร้องไห้ หรือลงไปดิ้นกับพื้นแทน ต้องจำให้ขึ้นใจเลยนะคะว่าเด็กสามารถที่จะโกรธได้ เพียงแต่ต้องระบายออกมาในวิธีที่เหมาะสม และไม่ควรบอกเขาว่า อย่าร้อง ห้ามโกรธ หรืออย่างอแง เพราะว่านั่นคือการฝืนธรรมชาติของมนุษย์ จะทำให้เขากลายเป็นเด็กเก็บกดในที่สุด

และที่สำคัญห้ามตามใจเด็ดขาด เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หมอย้ำบ่อยมาก เพราะเด็กจะใช้พฤติกรรมเหล่านี้เพื่อมาต่อรองกับเรา

 

ดังนั้นไม่ว่าเขาจะทำสิ่งที่รุนแรงแค่ไหน คุณแม่ก็เพียงแต่จับเขาไว้และก็ต้องยืนยันว่ายังไงเขาก็จะไม่ได้ของที่เขาต้องการ ในกรณีที่น้องอายุไม่มาก เราอาจใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจให้เขาสนใจสิ่งของหรือกิจกรรมอื่นแทนได้ค่ะ

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้การปรับพฤติกรรมลูกสำเร็จหรือไม่ ก็คือผู้ปกครองต้องมีความสม่ำเสมอและห้ามใจอ่อนเด็ดขาด (รวมถึงคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายที่อยู่ที่บ้านด้วยนะคะ) หรือหากคุณแม่ลองทำดูแล้วไม่ประสบผลสำเร็จอาจพาน้องไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อลองมองหาสาเหตุอื่นหรือการรักษาเพิ่มเติมได้ค่ะ

 



วิธีปฐมพยาบาลเมื่อลูกชัก

ชัก-อาการชัก-อาการชักในเด็ก-ลูกชัก-ชักกระตุก-ลูกชักทำอย่างไร-วิธีปฐมพยาบาล-วิธีปฐมพยาบาลเมื่อลูกชัก

วิธีปฐมพยาบาลเมื่อลูกชัก

หากเจ้าตัวเล็กเกิดมีอาการชักกระตุก ตัวเกร็ง น้ำลายฟูมปาก ไม่รู้สึกตัว ปากเขียว ใบหน้าเขียว ไม่ว่าจะเป็นเพราะไข้ขึ้นสูง โรคลมชัก การติดเชื้อในสมอง หรืออุบัติเหตุ คุณพ่อคุณแม่สามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้นของอาการชักได้ด้วยขั้นตอนต่อไปนี้
 


 

  1. ตั้งสติ: ลูกชักจะทำให้พ่อแม่ตื่นตกใจแน่นอน จำให้มั่นว่าพ่อแม่ต้องตั้งสติ ไม่กรี๊ดร้อง ฟูมฟาย หรือช้อกจนทำอะไรไม่ถูก เพราะสิ่งสำคัญคือการเข้าชาร์จและปฐมพยาบาลลูกทันที ให้นึกถึงตอนลูกล้มเรายังวิ่งเข้าไปดูทันที ตอนลูกชักก็ให้ตั้งสติและรีบเข้าปฐมพยาบาลเช่นกัน
     
  2. จับลูกนอนที่โล่งและนอนตะแคง: ให้ลูกนอนในที่โล่งเพื่ออากาศถ่ายเทและหายใจสะดวก จากนั้นจับนอนตะเคง เพื่อป้องกันเสมหะ อาหาร ลิ้น หรือน้ำลายอุดตันหลอดลม ควรให้ลูกนอนตะแคงศีรษะต่ำเล็กน้อย หรือนอนหงายแล้วหันศีรษะไปข้างใดข้างหนึ่ง
     
  3. ห้ามใส่ของงัดปากหรือให้ลูกกัด: ใครที่เคยทำหรือเชื่อต่อกันว่าให้เอาช้อน ผ้าหรืออะไรนุ่มๆ งัดปากให้ลูกกัด ไม่เป็นความจริงเพราะจะยิ่งอันตราย เช่น ฟันหักหลุดไปอุดตันหลอดลมหายใจไม่ออกส่งผลให้พิการหรือเสียชีวิตได้ รวมถึงห้ามให้ใครมามุงด้วย
     
  4. ปลดเสื้อผ้าลูกให้หลวม: เพื่อระบายความร้อน หายใจสะดวก และง่ายต่อการปฐมพยาบาล
     
  5. เช็ดตัวด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง: เมื่อลูกชักเพราะไข้ตัวร้อน ควรเลี่ยงการเช็ดตัวด้วยน้ำเย็น เพราะจะทำให้เส้นเลือดที่ผิวหนังหดตัว และไม่เกิดการถ่ายเทความร้อนออกภายนอก ควรเช็ดตัวด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง เช็ดแรงๆ จนผิวแดง ซึ่งจะช่วยลดไข้ได้
     
  6. รีบพาลูกส่งโรงพยาบาล: ถ้าชักเกิน 10 นาที หรือชักซ้ำ ขณะที่ลูกยังไม่ฟื้นเป็นปกติควรรีบนำลูกส่งโรงพยาบาล เพื่อหาสาเหตุและรักษาให้ถูกต้องต่อไป

 

558 2

Don'ts เมื่อลูกชักอย่าทำแบบนี้เด็ดขาด 

  • อย่าอุ้มเด็กขึ้นมากอดไว้ขณะเด็กชัก
  • อย่าเขย่าหรือตีลูก
  • อย่าใช้นิ้วมือของตัวเองสอดเข้าไปในปากลูก
  • อย่าฝืนง้างปากลูก เพราะอาจทำให้ฟันและขากรรไกรหักได้
     

หน่วยฉุกเฉิน 1669 เมื่อลูกชัก

ขณะที่คุณพ่อคุณแม่ปฐมพยาบาลเบื้องต้นอยู่นั้น หากต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมสามารถโทรศัพท์แจ้งหน่วยฉุกเฉิน 1669 ให้เข้ามาช่วยเหลือได้ค่ะ (มีกระจายอยู่ทั่วไปทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด)

 

วิธีปฐมพยาบาลเมื่อลูกโดนพิษแมงกะพรุนไฟ

ล้างพิษแมงกะพรุนไฟ, วิธีปฐมพยาบาลพิษแมงกะพรุนไฟ, ล้างพิษแมงกะพรุนไฟยังไง, ปฐมพยาบาลเวลาโดนแมงกะพรุนไฟยังไง, พิษแมงกะพรุนไฟ, อันตรายของแมงกะพรุนไฟ, แมงกะพรุนไฟอันตรายยังไง, พิษแมงกะพรุนไฟทำให้ตายไหม, พิษแมงกะพรุนไฟร้านแรงแค่ไหน, เที่ยวทะเลระวังแมงกะพรุนไฟ, เล่นทะเลยังไงไม่ให้โดนแมงกะพรุนไฟ, แมงกะพรุน, แมงกะพรุนไฟ, ทะเล, เที่ยวทะเล, พาลูกเที่ยวทะเลย, เที่ยวปืเเทอม, พิษแมงกะพรุนไฟ, พิษของแมงกะพรุน
 

คุณพ่อคุณแม่ที่พาลูกไปเที่ยวทะเล ต้องระวังแมงกะพรุนไฟกันหน่อยนะคะ เพราะหากลูกไปสัมผัสแมงกะพรุนตัวร้ายเข้า อาจทำให้เกิดผื่นได้ ยิ่งเด็กๆ ผิวบอบบางมากๆ อาจมีแผลเป็นตามมาได้ค่ะ

วิธีสังเกตแมงกะพรุนที่มีพิษ หรือแมงกะพรุนไฟ

แมงกะพรุนชนิดที่มีพิษจะถูกเรียกรวมๆ กันว่า แมงกะพรุนไฟ ส่วนใหญ่มีลำตัวสีแดงหรือสีส้ม จะมีพิษที่บริเวณหนวดที่มีน้ำพิษ ใช้สำหรับเพื่อล่าเหยื่อและป้องกันตัว สร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ที่สัมผัสได้ บริเวณที่ถูกกัดหรือสัมผัสนั้น จะปรากฏรอยคล้ายรอยไหม้เป็นผื่น

จากนั้นในอีก 20-30 นาทีต่อมา จะบวมนูนขึ้นเป็นทางยาวตามผิวหนัง ต่อไปจะเกิดเป็นแผลเล็กๆ และแตกออกเป็นแผลเรื้อรัง กล้ามเนื้อเกร็งและบังคับไม่ได้ จุกเสียด หายใจไม่ออก และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

อาการหลังโดนพิษ

หรือสัมผัสแมงกะพรุน ผื่นสัมผัสแมงกะพรุน เป็นปฏิกิริยาที่ผิวหนังเกิดความระคายเคือง หลังถูกแมงกะพรุนไฟมาสัมผัสร่างกาย ผิวหนังจะเกิดการระคายเคือง ซึ่งสารพิษบางตัวนอกจากจะทำให้เกิดผื่นแพ้แล้ว ยังมีพิษต่อหัวใจอีกด้วย เมื่อโดนแมงกะพรุนไฟ บริเวณที่สัมผัสกับหนวดจะเป็นสีแดง เจ็บ บวม เป็นตุ่มน้ำใส อาจมีเนื้อบางส่วนเน่าตาย และท้ายสุดจะกลายเป็นรอยแผลเป็น

ในคนที่แพ้พิษของแมงกะพรุนจะมีอาการอย่างรวดเร็วภายใน 10 - 15 นาที อาการ คือ ปวดท้อง คลื่นไส้ หายใจลำบาก ชัก หมดสติ ดังนั้น ถ้ามีอาการแพ้รุนแรงควรรีบน้ำส่งโรงพยาบาลทันทีเพราะมีโอกาสเสียชีวิตได้นะคะ

การดูแลแผล ปฐมพยาบาลเมื่อโดนพิษแมงกะพรุน
  1. ล้างแผลด้วยน้ำส้มสายชูนาน 30 วินาที หรืออาจใช้ผักบุ้งทะเลแทนได้
  2. ใช้น้ำทะเลราดบ่อยๆ และใช้สันมีดขูดกระเปาะพิษออก ไม่ควรราดแผลด้วยแอลกอฮอล์หรือน้ำจืด เพราะจะทำให้พิษออกมามากขึ้นค่ะ
  3. ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล เพื่อเฝ้าระวังการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เนื่องจากแผลจากแมงกะพรุนเป็นแผลหายยาก จึงมีโอกาสที่จะทิ้งแผลเป็นไว้ตลอดชีวิต

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : พญ.ฐิตาภรณ์ วรรณประเสริฐ  เเพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางผิวหนังเด็ก

วิธีสังเกตมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็กที่พ่อแม่ต้องรู้

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาด-โรคมะเร็ง-มะเร็งในเด็ก-ลูกป่วย-อาการโรคมะเร็ง-วิธีรักษาโรคมะเร็ง 

จากข่าวน้องชะเอม หนูน้อยวัย 6 ปีที่ต่อสู้โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมาตั้งแต่น้องอายุได้ 5 เดือนเท่านั้น ทางรักลูกคลับจึงได้ขออนุญาตทางคุณพ่อ เพื่อนำเรื่องราวของน้อง และความรู้เรื่องโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก มาให้ความรู้กับคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านค่ะ

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือที่เรียกกันว่าลูคีเมีย โรคนี้จะพบได้ 25–30% ของโรคมะเร็งในเด็กทั้งหมดค่ะ  วิธีสังเกตมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก อาการที่พบบ่อย เด็กจะมีไข้ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนพุ่ง ตัวซีด เลือดออกผิดปกติ น้ำหนักลด หรือผู้ป่วยเด็กบางรายอาจมีผื่นหรือปื้นที่ผิวหนังร่วมด้วยค่ะ  

วิธีการตรวจโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือลูคีเมีย

เจาะตรวจไขกระดูก เพื่อนับจำนวนเซลล์ตัวอ่อน ตรวจย้อมการติดสีจำเพาะเพื่อจำแนกชนิดของมะเร็ง ตรวจโครโมโซมเพื่อประเมินระยะความเสี่ยงของโรค ตรวจเลือดเพื่อนับจำนวนเม็ดเลือดและเกร็ดเลือด รวมไปถึงค่าทางชีวเคมีเพื่อประเมินการทำงานของตับ ไต เกลือแร่ และกรดยูริค ตรวจค่าการแข็งตัวของเลือดในมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันบางชนิดที่มักมีความเสี่ยงต่อการเลือดออกง่าย เช่น AML-M3 เจาะตรวจน้ำไขสันหลังในกรณีที่สงสัยภาวะลุกลามเข้าระบบประสาท

การรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือลูคีเมีย
  1. ยาเคมีบำบัดซึ่งอาจให้ในรูปยาฉีดหรือยากินหรือทั้งสองแบบ ยาเคมีบำบัดจะเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็ง เพื่อให้ไขกระดูกสามารถสร้างเซลล์เม็ดเลือดปกติออกมาได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักต้องได้รับเลือดแดงหรือเกร็ดเลือดระหว่างรักษา รวมไปถึงยาปฎิชีวนะหากมีอาการติดเชื้อ

  2. การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากเซลล์ผู้อื่น (Allogeneic stem cell transplantation) เป็นการรักษาที่สามารถทำให้โรคหายขาดได้ การรักษาแบบนี้ต้องทำในระยะที่โรคสงบหลังได้รับยาเคมีบำบัดแล้ว ทีมแพทย์จะให้คำแนะนำเรื่องการหาเซลล์ต้นกำเนิดที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรกเริ่มเพื่อย่นระยะเวลาการรอปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด

  3. การลดจำนวนเม็ดเลือดขาวอย่างรวดเร็วโดยการเปลี่ยนถ่ายพลาสม่า (Leukapheresis) จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีจำนวนเม็ดเลือดขาวสูงมากหรือมีอาการของเม็ดเลือดขาวอุดตันตามหลอดเลือด (Hyperleukocytosis) เช่น หอบเหนื่อย ซึมสับสน

  4. การให้ยาเคมีบำบัดทางน้ำไขสันหลัง (Intrathecal chemotherapy) เฉพาะในรายมีการภาวะการลุกลามเข้าสมองหรือน้ำไขสันหลัง โดยทั่วไปแพทย์จะพิจารณาให้ยาทางน้ำไขสันหลังจนกว่าจะไม่พบเซลล์มะเร็งในน้ำไขสันหลัง

  5. การฉายแสง (Radiation) จะพิจารณาให้ในผู้ป่วยบางรายที่มีมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันที่มีความเสี่ยงในการลุกลามเข้าสมอง 

ทางเราขอเป็นกำลังใจ และขอให้น้องชะเอม หนูน้อยจอมอึดหายไวๆ นะคะ น้องเก่งและเข้มแข็งมากที่สุด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อยากให้คุณพ่อคุณแม่ทุกท่านได้ศึกษา และเรียนรู้เข้าใจถึงโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว วิธีสังเกตทั้งหมด การตรวจ จนถึงขั้นตอนการรักษา รู้ไว้ ป้องกันก่อน เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกเรานะคะ 

 

ขอบคุณเรื่องราวจาก : คุณพ่อน้องชะเอม และ เพจ ชะเอมจอมอึดสู้มะเร็ง

 

ที่มา : โรงพยาบาลวัฒโนสถ โรงพยาบาลเอกชนเฉพาะทางด้านโรคมะเร็งแห่งแรกของประเทศไทย

วิธีเลิกขวดนม ไม่หลับคาขวด ป้องกันปัญหาฟันผุ

5018 

วิธีเลิกขวดนม ไม่หลับคาขวด ป้องกันฟันผุ

วิธีเลิกขวดนมลูกให้ได้ภายใน 1-1 ขวบครึ่ง และฝึกให้กินเป็นเวลา ไม่หลับคาขวด พ่อแม่ทำได้! เพราะคุณหมอตุ๊กตา เจ้าของเพจฟันน้ำนมมีคำแนะนำมาให้ค่ะ

เมื่อลูกนั่งเองได้มั่นคงแล้ว เริ่มฝึกให้ลูกดูดจากหลอดหรือดื่มจากแก้วได้เลย อาจเลือกใช้หลอดเล็ก ๆ ใช้นิ้วปิดปลายหลอดอีกฝั่งแล้วป้อนลูก และให้ลูกออกแรงดูดเอง หรือเลือกใช้แก้วน้ำขนาดเล็กพอดีปากให้ลูกฝึกจิบจากแก้ว

ขวดนมเป็นเครื่องมือในการให้อาหารเด็ก นั่นคือ เมื่อถึงมื้อนมจึงค่อยให้เด็กดูดนม โดยต้องดูดให้หมดภายในครั้งเดียว หมดเวลามื้อนมเก็บขวดนม เอาเวลามาเล่นกับพ่อแม่แบบเต็มที่โดยไม่ต้องมีขวดนมถือติดมือ ดูดติดปากตลอดเวลา หมอเจอหลายครอบครัวมากที่ให้ลูกดูดขวดแบบผิดวิธี

  1. ลูกเดินถือขวดนมไปทั่ว ดูดคาปากตลอด นม 1 ขวดกินทั้งวัน ข้าวปลาไม่ค่อยกิน
  2. ใช้ขวดนมเป็นเครื่องมือให้ลูกหยุดร้องไห้ เลิกงอแง ฯลฯ
  3. ใช้ขวดนมกล่อมลูกให้หลับ ถ้าไม่มีขวดนมหลับเองไม่ได้เลย
  4. นึกอะไรไม่ออกก็ยื่นขวดนมให้ลูก

เด็กไม่จำเป็นต้องอยู่กับขวดนมตลอดเวลานะคะ ขวดนม ใช้เท่าที่จำเป็น เมื่อลูก 1 ขวบเริ่มฝึกลูกหย่าขวดได้เลย หากตลอดเวลา 1 ขวบที่ผ่านมา ให้ลูกกินขวดอย่างถูกวิธี (ให้กินเป็นมื้อ หมดมื้อเก็บขวด ไม่ให้ถือติดมือตลอด) การหย่าขวดนมเมื่อครบ 1 ขวบจะทำได้ไม่ยากเลยค่ะ

เด็กหลับคาขวดนม… เสี่ยงฟันผุ

สาเหตุของฟันผุ เกิดจากการที่เด็กได้รับอาหารที่มีรสหวาน แบคทีเรียที่อยู่ในช่องปากจะย่อยน้ำตาลสร้างกรดขึ้นมาทำอันตรายต่อฟัน เมื่อเกิดซ้ำ ๆ หลาย ๆ ครั้ง ก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดฟันผุได้ เวลาที่เด็กดูดนมจนหลับคาขวดถือเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้ฟันผุเช่นเดียวกัน 

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

รักลูก Community of The Experts

ทพญ. ปวีณา คุณนาเมือง
ทันตแพทย์เฉพาะทางด้านทันตกรรมสำหรับเด็ก
เจ้าของเพจ "ฟันน้ำนม"

วิธีแก้ปัญหาเด็กแกล้งกันในโรงเรียน ของประเทศนอร์เวย์

 การเลี้ยงลูก-พฤติกรรมเด็ก-ลูกดื้อ-ลูกก้าวร้าว-ประเทศนอร์เวย์

ปัญหาเรื่องการแกล้งกัน หรือบูลลี่กันในโรงเรียน ไม่ได้มีปัญหาแค่ประเทศไทยเท่านั้นค่ะ ยังเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก เรามาดูการแก้ไขปัญหาเรื่องการบูลลี่ หรือแกล้งกันในโรงเรียน ของประเทศนอร์เวย์กันค่ะ ว่าเขาจะมีแนวทางการแก้ไขอย่างไร

 

แผนป้องกันการรังแก ”Olweus” ของนอร์เวย์

เป็นแนวทางที่สู่การลดและป้องกันการรังแกที่ใช้ป้องกันเด็กประถม-มัธยมต้นในนอร์เวย์และสวีเดนมาตั้งแต่ปี 2001

แผนป้องกันนี้กำหนดเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนดให้ในระดับโรงเรียนต้องมี คณะกรรมการป้องกันการรังแก คณะกรรมการที่มีครู ผู้ปกครอง และชุมชน ทำหน้าที่ในการดำเนินนโยบายและฝึกหัดครูให้รับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ต้องมีการออกกฎโรงเรียนเพื่อต่อต้านการรังแก โดยผู้ปกครองและชุมชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ส่วนในระดับห้องเรียนต้องมีการบังคับใช้กฎห้ามรังแกกัน มีการประชุมนักเรียนและผู้ปกครองในเรื่องนี้อย่างสม่ำเสมอ

แนวทางนี้ยังได้ลงลึกถึงระดับบุคคล โดยให้ครูดูแลกิจกรรมต่าง ๆ ของนักเรียนอย่างทั่วถึง เมื่อมีการรังแกกันเกิดขึ้นต้องมีครูอยู่ ณ จุดนั้นทันที หลังจากนั้นกำหนดให้มีการพูดคุยกันระหว่างนักเรียนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ และเรียกพบผู้ปกครอง หลังจากนั้นก็มีการมุ่งดูแลเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของนักเรียนที่เกี่ยวข้อง

 

ปัจจุบันแผนการป้องกันการรังแกของนอร์เวย์ได้รับความนิยมในประเทศอื่น ๆ ทั้งในแคนาดา โครเอเชีย อังกฤษ เยอรมัน ไอซ์แลนด์ สวีเดน และสหรัฐอเมริกา

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.violencepreventionworks.org

 

ที่มา : workpointnews